ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    [BREAKING]
    สหรัฐสั่งเพิ่มกำลังทหารครั้งใหญ่

    ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3
    และทหารอีก 2,000 นาย
    มุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง

    สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 มุ่งหน้าตะวันออกกลาง ท่ามกลางสงครามกับอิหร่าน
    USS Theodore Roosevelt ออกจาก San Diego เมื่อ 27 ก.ย. และคาดว่าจะมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ U.S. Central Command ในตะวันออกกลาง โดย USNI News ระบุว่ามีแผนไปผลัดเปลี่ยนกำลังกับ USS George Washington USNI News

    ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มีกำลังทางเรือจำนวนมากอยู่ในภูมิภาค โดย George Washington, George H.W. Bush และ Boxer Amphibious Ready Group พร้อม 11th Marine Expeditionary Unit ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลางในช่วงเดือนกันยายน USNI News

    ล่าสุด Makin Island Amphibious Ready Group พร้อม 13th Marine Expeditionary Unit ออกจาก San Diego แล้ว โดยกำลังชุด ARG/MEU ปกติมีทหารนาวิกโยธินและกำลังสนับสนุนประมาณ 2,200 นาย ขณะที่ USNI ระบุว่าเป็น scheduled deployment — ยังไม่ยืนยันว่าได้รับคำสั่งให้มุ่งหน้าไปโจมตีอิหร่านโดยตรง USNI News

    ขณะเดียวกัน Boxer Amphibious Ready Group + 11th MEU ปฏิบัติการอยู่ในทะเลอาหรับอยู่แล้ว และสหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington และ USS George H.W. Bush อยู่ในบริเวณเดียวกันเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในตะวันออกกลาง
    https://www.facebook.com/share/p/19Qg27VrXM/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สมรภูมิควอนตัมโลกกับการย้ายฐานของขุนพลทางปัญญา เมื่อดาวรุ่งฟิสิกส์ควอนตัมทิ้งท็อปแล็บยุโรป ซบมหาวิทยาลัยปักกิ่ง

    ในโลกของการแข่งขันทางเทคโนโลยีขั้นสูง มหาอำนาจต่างตระหนักดีว่า "หัวใจของการครองความเหนือชั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของงบประมาณ แต่คือการครอบครองมันสมองระดับท็อป"

    ปรากฏการณ์ล่าสุดที่ กัว เยี่ยนเหลียง (郭彦良) นักฟิสิกส์ควอนตัมวัย 33 ปี อดีตนักโต้เวทีระดับแชมป์ ตัดสินใจลาออกจากสถาบันวิจัยควอนตัมชั้นนำในยุโรป เพื่อกลับมารับตำแหน่งรองศาสตราจารย์และสร้าง "แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอะตอมเย็นยิ่งยวด" (Ultracold Atom Platform) ที่มหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน (Renmin University of China) ในกรุงปักกิ่ง กำลังสะท้อนถึงคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมรภูมิเทคโนโลยีโลก

    1. จากเวทีโต้วาทีสู่ห้องแล็บระดับโลก: โปรไฟล์ที่ไม่ธรรมดา

    กัว เยี่ยนเหลียง ไม่ใช่นักวิชาการในกรอบเดิมๆ เขาโดดเด่นด้วยการผสานทักษะจากสองโลกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้านหนึ่งเขาคือนักโต้วาทีระดับแข่งขันสากลและผู้ร่วมรายการวาไรตี้ออนไลน์ชื่อดัง อีกด้านหนึ่งเขาคือนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับสูงสุดของโลกอย่าง Nature และ Science รวมถึงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "Innovators Under 35 China" โดย MIT Technology Review

    กัว มองว่า "การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เปรียบเสมือนการประลองทางความคิดที่มีโครงสร้าง" ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้เขารู้สึกว่าวัฒนธรรม #การวิจัยแบบเน้นความร่วมมือ (Collaborative Research Culture) ในจีน มีความสอดคล้องกับสไตล์การทำงานและปรัชญาของเขามากกว่าโครงสร้างการวิจัยในฝั่งยุโรป

    2. 'สมองไหลย้อนกลับ' (Reverse Brain-Drain): มากกว่าแค่ความรักชาติ

    การตัดสินใจย้ายฐานของกัวกลายเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญของเทรนด์ Reverse Brain-Drain ที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักวิจัยสายเลือดจีนที่ได้รับการศึกษาและฝึกฝนจนเชี่ยวชาญในสถาบันชั้นนำของตะวันตก กำลังทยอยเดินทางกลับไปประจำการที่สถาบันในประเทศบ้านเกิด
    สิ่งที่น่าสนใจคือ กัว ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัจจัยตัดสินใจไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์ความรู้สึกรักชาติเท่านั้น แต่คือ "การสนับสนุนระยะยาวและโครงสร้างพื้นฐาน"
    -งบประมาณและทรัพยากร: รัฐบาลจีนอัดฉีดงบประมาณมหาศาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานห้องแล็บที่ทันสมัยที่สุด
    -นโยบายดึงดูดบุคลากร: มีแพ็กเกจผลตอบแทน สวัสดิการ และทุนวิจัยที่สามารถแข่งขันกับสถาบันฝั่งตะวันตกได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
    -การสนับสนุนเชิงสถาบัน: ระบบให้การสนับสนุนเป้าหมายการวิจัยระยะยาวที่คล่องตัวและเอื้อต่อการสร้างงานวิจัยระดับก้าวกระโดด

    3. 'อะตอมเย็นยิ่งยวด' (Ultracold Atom): ยุทธศาสตร์บนด่านหน้าของเทคโนโลยีควอนตัม
    การที่ กัว ย้ายมาสร้างแพลตฟอร์มการทดลองอะตอมเย็นยิ่งยวดที่มหาวิทยาลัยเหรินหมิน ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ในเชิงเทคโนโลยี เพราะ #UltracoldAtom คือเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญในการสร้าง:
    1. Quantum Simulators (แบบจำลองควอนตัม): สำหรับจำลองระบบฟิสิกส์ที่ซับซ้อนเกินกว่าคอมพิวเตอร์ปัจจุบันจะคำนวณได้
    2. Next-Generation Quantum Computers: คอมพิวเตอร์ควอนตัมยุคถัดไปที่มีความเสถียรและทรงพลังสูง

    เทคโนโลยีเหล่านี้ตั้งอยู่บนด่านหน้าสุดของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ทั้งในมิติของการประมวลผลข้อมูลขั้นสูง การถอดรหัสความมั่นคง และการพัฒนาวัสดุศาสตร์แห่งอนาคต

    การย้ายฐานของ กัว เยี่ยนเหลียง เป็นเพียงตัวอย่างล่าสุดของกระแสธารการย้ายที่อยู่ของ "มันสมองระดับโลก" ในขณะที่ชาติตะวันตกเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและขั้นตอนทางธุรการที่ซับซ้อน การที่จีนเร่งปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงานวิจัยเชิงลึกกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินว่า "ใครจะเป็นผู้ชี้นำและครองความเหนือชั้นในนวัตกรรมยุคถัดไป"

    #ChinaFocus #ควอนตัมคอมพิวเตอร์ #เทคโนโลยีควอนตัม

    https://www.facebook.com/share/p/1C3CEF33T3/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มายาภาพแห่งภาษา: เมื่อทรัมป์เสกกลเปลี่ยนชื่อ AI เป็น 'Super Intelligence'—ยุทธศาสตร์รีเซ็ตความคิดโลก

    เปิดยุทธศาสตร์ 'วาทกรรมอำนาจ' ถอดบทเรียนจากกรณีเปลี่ยน 'ยาม้า' เป็น 'ยาบ้า' ในไทย สู่เกมระดับโลกเมื่ออเมริกาเลิกพูดเรื่อง 'ควบคุม' แต่ชี้นำให้คนทั้งโลกคิดแต่เรื่อง 'ต้องชนะ'

    ในโลกของการเมืองและการสื่อสารยุทธศาสตร์ "อำนาจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การคุมกฎหมาย แต่คือ #การคุมนิยาม" ปรากฏการณ์ล่าสุดที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเปลี่ยนการเรียกขานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จาก "Artificial Intelligence" (#AI) ไปสู่ "Super Intelligence" (#SI) จึงไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนตัวอักษรบนหน้ากระดาษ หากแต่เป็นยุทธศาสตร์การสื่อสารที่แยบยลเพื่อเปลี่ยนกรอบความคิด (Framing) และเบี่ยงเบนวาระการถกเถียงของคนทั้งโลก

    1. จาก 'เบี่ยงเบน' สู่ 'กำหนด': กลไก Agenda Setting ในทางนิเทศศาสตร์

    ทฤษฎีการกำหนดวาระสื่อ (Agenda Setting Theory) ระบุไว้ว่า สื่อและผู้นำทรงอิทธิพลอาจไม่สามารถบอกให้ผู้คน "#คิดอย่างไร" (How to think) ได้ทั้งหมด แต่สามารถกำหนดได้อย่างแม่นยำว่าผู้คน "#ควรจะคิดเรื่องอะไร" (What to think about)

    -ยุค AI ( Artificial Intelligence ): คำว่า Artificial (สังเคราะห์/ประดิษฐ์) ตอกย้ำว่านี่คือเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น บทสนทนาในสังคมจึงให้น้ำหนักกับคำว่า "การควบคุมและความปลอดภัย" (Safety & Regulation) ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นในสหรัฐฯ ชี้ว่าประชาชนกว่า 58% ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย AI ของทรัมป์เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยง

    -ยุค SI ( Super Intelligence ): คำว่า Super (ยิ่งใหญ่/เหนือชั้น) สลัดภาพจำของสิ่งที่ต้องถูกคุมออกไป แล้วแทนที่ด้วยทรงพลังและความน่าเกรงขาม การเปลี่ยนมาใช้คำว่า SI ผ่านเอกสารราชการและถ้อยแถลงของผู้นำเทคโนโลยีอย่าง เจนเซน หวง (Nvidia) และ อีลอน มัสก์ (Tesla) บังคับให้สื่อมวลชนและสาธารณชนต้องหันมาพูดถึง "การแข่งขันเพื่อชัยชนะ" (How to win) แทนการกำกับดูแล

    เมื่อคำศัพท์ถูกเปลี่ยน บทสนทนาเรื่องการกำกับดูแลก็ไม่ได้ถูกห้ามโดยตรง หากแต่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่อง "ล้าสมัย" และขัดขวางการเติบโตของชาติไปโดยปริยาย

    ขั้นตอนการส่งผ่านอำนาจทางภาษา: ภาครัฐเปลี่ยนคำศัพท์ในเอกสารอย่างเป็นทางการ ➔ ภาคเอกชนและยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขานรับปรับใช้ตาม ➔ สื่อมวลชนต้องใช้คำนี้ตามเอกสารอ้างอิง ➔ ผู้คนสวิตช์กรอบความคิดจาก "ต้องคุม" เป็น "ต้องชนะ"

    2. สัญลักษณ์ทางจิตวิทยา: จาก 'ยาม้า-ยาบ้า' สู่ 'AI-SI'

    ปรากฏการณ์เปลี่ยนชื่อเพื่อรีเซ็ตพฤติกรรมสังคมนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนมองประวัติศาสตร์สังคมไทยในปี พ.ศ. 2539 การเปลี่ยนชื่อเรียกสารเสพติดจาก "#ยาม้า" เป็น "#ยาบ้า" คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้ "อำนาจแห่งการตั้งชื่อ" (Naming Power)

    -กรณี 'ยาม้า' สู่ 'ยาบ้า' ในไทย: เดิมคำว่า "ม้า" ให้ความรู้สึกถึงความขยัน อดทน ฟิตปั๋ง ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มคนทำงานหรือคนขับรถ การเปลี่ยนชื่อเป็น "ยาบ้า" มีเป้าหมายเพื่อ ด้อยค่า (Stigmatization) โดยสร้างภาพจำใหม่ว่าสารนี้สื่อถึงความอันตราย น่ารังเกียจ และเสียสติ ส่งผลให้คนเสพถูกมองเป็น "คนบ้า" และสังคมปฏิเสธในที่สุด

    -กรณี 'AI' สู่ 'SI' ในสหรัฐฯ: เดิมคำว่า "Artificial" สื่อถึงสิ่งสังเคราะห์ที่ต้องมีคนคุม การเปลี่ยนชื่อเป็น "Super" มีเป้าหมายเพื่อ ยกย่อง (Glorification) โดยสร้างภาพจำใหม่ที่สื่อถึงความทรงพลัง ยิ่งใหญ่ และสอดรับกับวาทกรรม MAGA (Make America Great Again) ส่งผลให้เทคโนโลยีนี้ถูกเปลี่ยนสถานะเป็น "วาระแห่งชาติ" ที่ต้องทุ่มทุนพัฒนา

    การใช้คำว่า "Super" ทำงานโดยตรงกับจิตวิทยาเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Psychology) ของมนุษย์ การตั้งกังขาต่อ SI จึงกลายเป็นการแสดงความกังขาต่อ "ความยิ่งใหญ่ของอเมริกา" ส่งผลให้เกิด เกลียวคลื่นแห่งความเงียบ (Spiral of Silence) ผู้ที่ห่วงใยเรื่องความปลอดภัยจะรู้สึกกดดันจนต้องเงียบเสียงลงไปเอง

    3. วิเคราะห์นัยทางยุทธศาสตร์: โอกาสและความเสี่ยง
    • เหรียญด้านที่หนึ่ง: โอกาสทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ การเปลี่ยนเป็น SI ช่วยเปิดทางให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเบิกจ่ายงบประมาณ ปลดล็อคข้อบังคับด้านพลังงานสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ และเร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว โดยอ้าง "ความมั่นคงระดับชาติ" ได้ง่ายขึ้น
    • เหรียญด้านที่สอง: กับดักของการเปลี่ยนชื่อ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนชื่อเรียกไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างอัลกอริทึมจริง ความเสี่ยงที่ตามมาคือการเกิด "มายาภาพทางเทคโนโลยี" นอกจากนี้ ชาติคู่แข่งหรือกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ที่เน้นย้ำเรื่องกฎหมายกำกับดูแล (EU AI Act) อาจไม่เล่นด้วยกับวาทกรรมนี้ และยิ่งมองว่าการระบุว่าเป็น "Super Intelligence" ยิ่งเป็นเหตุผลที่ต้องตั้งการ์ดเข้มงวดกว่าเดิม

    การเปลี่ยนคำว่า AI เป็น SI ของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่เรื่อง "เหล้าเก่าในขวดใหม่" หากแต่เป็นการเปลี่ยน "รสชาติและผลลัพธ์" ของบทสนทนาระดับโลกอย่างสิ้นเชิง เพราะภาษาคือโครงสร้างแห่งความคิด เมื่อผู้นำสามารถครอบครองนิยามของภาษาได้ ย่อมสามารถกำหนดทิศทางอนาคตของเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์โลกได้เช่นเดียวกัน

    #ChinaFocus
    https://www.facebook.com/share/p/1HVjkhgamE/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เหตุใด "เยลต์ซิน" จึงถูกจารึกในฐานะ "เพื่อนเก่า" ของจีน?: ยุคสมัยแห่งการเร่งปักปันเขตแดน และโอกาสสู่การยกระดับกองทัพอากาศด้วย Su-27

    ช่วงฤดูร้อนปี 1992 เครื่องบินขับไล่ Su-27 ฝูงแรกได้เดินทางมาถึงประเทศจีน สำหรับกองทัพอากาศจีนในเวลานั้น นี่ไม่ใช่เพียงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ธรรมดา แต่คือโอกาสครั้งสำคัญในการกระโดดข้าม "ช่องว่างทางเทคโนโลยี" อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ตะวันตกเริ่มบีบช่องทางการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการทหาร และโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 ภายในประเทศจีนเองยังคงเผชิญความยากลำบาก ประเทศ #รัสเซีย หลังการล่มสลายของ #สหภาพโซเวียต กลับกำลังประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องหาตลาดและคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ความต้องการที่สอดรับกันอย่างลงตัว ณ ช่วงเวลานั้น จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์จีน-รัสเซียในยุคประธานาธิบดี บอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) ซึ่งส่งผลกระทบอันลึกซึ้งมาจนถึงปัจจุบัน

    1. Su-27: จากการซื้อเครื่องบิน สู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับโครงสร้าง

    Su-27 ถูกพัฒนาขึ้นโดยสหภาพโซเวียตเพื่อเป็น #เครื่องบินขับไล่ ครองอากาศน้ำหนักหนักสำหรับคานอำนาจกับ F-15 ของตะวันตก มีจุดเด่นด้านรัศมีการบินที่ไกล สมรรถนะทางการบินที่คล่องตัวสูง และรองรับการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศได้จำนวนมาก การที่จีนได้ครองครอง Su-27 จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มจำนวนเครื่องบิน แต่คือการได้รับ "ระบบเทคโนโลยีเครื่องบินขับไล่ครองอากาศน้ำหนักหนัก" ที่สมบูรณ์แบบ สำหรับกองทัพอากาศจีนที่อยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ ความหมายของการก้าวกระโดดนี้จึงยิ่งใหญ่กว่าการเพิ่มกำลังรบเชิงปริมาณอย่างเทียบไม่ได้

    ภายหลังการส่งมอบเครื่องบินฝูงแรก ความร่วมมือได้ต่อยอดไปสู่ "สายการผลิต" อย่างรวดเร็ว ซึ่งก้าวนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าการซื้อเครื่องบินสำเร็จรูปสำหรับอุตสาหกรรมการบินของจีน เพราะกระบวนการผลิตเครื่องบินทั้งลำนั้นครอบคลุมทั้งเรื่องวัสดุศาสตร์, เครื่องมือกล (Tooling), การประกอบ, การควบคุมค่าความคลาดเคลื่อน (Tolerance control) ไปจนถึงระบบบริหารคุณภาพ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้จากสายการผลิตจริงเท่านั้น กระบวนการ "นำเข้า – ถ่ายทอด – ตกผลึก – พัฒนาต่อยอด" นี้เอง ที่ช่วยให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของจีนค่อยๆ สะสมประสบการณ์ทางวิศวกรรมเครื่องบินขับไล่ขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในเวลานั้น จีนและรัสเซียได้ลงนามในข้อตกลงตั้งสายการผลิต Su-27 นำไปสู่การที่สถาบันออกแบบและผลิต Shenyang Aircraft Corporation เริ่มประกอบและผลิตเครื่องบินรุ่น J-11 หัวใจสำคัญคือ การซื้อเครื่องบินสำเร็จรูปตอบโจทย์ความต้องการใน "ปัจจุบัน" แต่การนำเข้าสายการผลิตและการดูดซับเทคโนโลยีคือการรับประกันศักยภาพในการ "พึ่งพาตนเองในอนาคต" ตั้งแต่โครงสร้างตัวเครื่อง ระบบการบินพาณิชย์ (Avionics) ระบบเรดาร์ ไปจนถึงการเปลี่ยนระบบอาวุธให้เป็นของตนเอง อุตสาหกรรมอวกาศและการบินของจีนจึงได้รับ "หน้าต่างแห่งการเรียนรู้" ครั้งสำคัญที่สุดยุคหนึ่ง

    2. ดุลยภาพแห่งผลประโยชน์ และความก้าวหน้าด้านเขตแดน

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน จีนยังได้ขยายความร่วมมือไปสู่ยุทโธปกรณ์ทางเรือและระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดยการนำเข้าระบบป้องกันภัยทางอากาศตระกูล S-300 และเรือพิฆาตชั้นโซวเรเมนนี (Sovremenny-class destroyer) การแลกเปลี่ยนนี้ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันตามความเป็นจริง รัสเซียต้องการเงินทุนและคำสั่งซื้อ ส่วนจีนต้องการปิดจุดอ่อนของกองทัพโดยเร็วที่สุด การมองความร่วมมือนี้เป็นเพียง "การหยิบยื่นความช่วยเหลือฝ่ายเดียว" จึงเป็นการมองที่ข้ามบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนั้นไปอย่างสิ้นเชิง

    อีกหนึ่งมิติสำคัญในยุคเยลต์ซิน คือความก้าวหน้าในการเจรจา "ปัญหาเขตแดนจีน-รัสเซีย" ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สนธิสัญญาเขตแดนจีน-โซเวียตส่วนตะวันออก ได้ลงนามไปตั้งแต่มกราคมปี 1991 ก่อนที่เยลต์ซินจะขึ้นดำรงตำแหน่ง เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย รัสเซียจึงสืบทอดข้อตกลงดังกล่าวและร่วมทำการสำรวจปักปันเขตแดนต่อ กระทั่งมีการลงนามใน สนธิสัญญาเขตแดนส่วนตะวันตก ในปี 1994 ส่งผลให้ช่วงปลายทศวรรษ 1990 แนวเขตแดนส่วนใหญ่ทั้งสองฝั่งมีความก้าวหน้าเชิงนิตินัยและการปักป้ายจริงอย่างมาก

    ดังนั้น กระแสข่าวในโลกออนไลน์ที่มักกล่าวว่าเยลต์ซิน "คืนดินแดนให้จีน" จึงเป็นการสรุปประเด็นการเจรจาอันซับซ้อนที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง หากกล่าวให้ถูกต้องคือ ภายใต้สนธิสัญญาทวิภาคีและการสำรวจปักปันร่วมกัน พื้นที่ทับซ้อนบางส่วนได้รับการจัดสรรและยืนยันกรรมสิทธิ์ใหม่ตามข้อตกลง ทำให้แนวเขตแดนได้รับสถานะทางกฎหมายและการรังวัดจริง จนกระทั่งปี 2004 ในยุคประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้มีการลงนามใน พิธีสารส่วนขยายฝั่งตะวันออก เพื่อคลี่คลายพื้นที่ทับซ้อนส่วนที่เหลือทั้งหมด ส่งผลให้แนวเขตแดนจีน-รัสเซียยาวกว่า 4,300 กิโลเมตร ได้รับการกำหนดอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    3. หน้าต่างโอกาส กับบทเรียนเรื่องการพึ่งพาตนเอง

    เมื่อพิจารณาทั้งสองมิติร่วมกัน ยุคสมัยของเยลต์ซินถือเป็น "หน้าต่างโอกาสพิเศษ" ฝั่งหนึ่งคือ #อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของรัสเซียที่ระส่ำระสายจนต้องเร่งหาตลาดนอกประเทศ ส่งผลให้ข้อจำกัดการส่งออกยุทโธปกรณ์ผ่อนคลายลง อีกฝั่งคือความสัมพันธ์จีน-รัสเซียที่ปรับเปลี่ยนจากความซับซ้อนในยุคสงครามเย็นสู่ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ซึ่งเปิดทางให้การเจรจาเขตแดนดำเนินไปได้ด้วยดี จีนจึงฉวยจังหวะเวลานี้ในการผลักดันทั้งการนำเขัายุทโธปกรณ์ การสร้างศักยภาพการผลิตภายใน และความมั่นคงตามแนวชายแดนไปพร้อมๆ กัน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยชี้ขาดผลลัพธ์ในระยะยาวคือ "ความสามารถในการดูดซับและต่อยอดของจีนเอง" การซื้อ Su-27 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การที่ตระกูล J-11 สามารถพึ่งพาชิ้นส่วนภายในประเทศและได้รับการอัปเกรดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการทุ่มเททรัพยากรพัฒนาต่อยอดของระบบอุตสาหกรรมจีนเอง เช่นเดียวกับการสร้างเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกล ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยการคัดลอกเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว โอกาสจากภายนอกช่วยย่อระยะทางได้ แต่ไม่สามารถทดแทนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระยะยาวได้

    การที่ บอริส เยลต์ซิน มักถูกเรียกว่า "มิตรเก่า" เกิดจากผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในยุคสมัยของเขา ทั้งความร่วมมือทางทหารที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การปักปันเขตแดนที่รุดหน้า และโครงสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นรูปธรรม ฉายานี้แม้จะสะท้อนถึงมิติทางอารมณ์ความรู้สึก แต่มันไม่ใช่เพียงคำสวยหรูทางการทูต หากแต่เป็นความทรงจำร่วมทางประวัติศาสตร์ที่ตกผลึกจากการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ในทศวรรษ 1990

    เมื่อมองกลับไปที่ฝูงบิน Su-27 ในวันนั้น แม้พวกมันจะไม่ใช่เครื่องบินที่ล้ำสมัยที่สุดของกองทัพอากาศจีนอีกต่อไป แต่หมุดหมายดังกล่าวก็ยังคงมีความสำคัญยิ่ง การพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัยจำเป็นต้องไขว่คว้า "หน้าต่างโอกาส" ให้ทัน และการเปลี่ยนโอกาสนั้นให้กลายเป็น "ศักยภาพที่แท้จริง" ย่อมขึ้นอยู่กับความเพียรพยายามในการต่อยอดและสร้างสรรค์นวัตกรรมของตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ แต่การเลือกของผู้ผู้นำ ณ เวลาหนึ่ง ย่อมส่งผลโดยตรงต่อขนาดและระยะเวลาของ "หน้าต่างโอกาส" นั้นเสมอ

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/18SMV4mg14/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การคว่ำบาตรของจีนได้ผลจริงหรือ? กรณีศึกษา "ล็อกฮีด มาร์ติน" กับไพ่ตาย 'แร่หายาก' ที่ตัดกำลังจากฐานราก

    คำถามที่ว่ามาตรการโต้ตอบของจีนต่อบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ได้ผลจริงหรือไม่ มักถูกถกเถียงกันอย่างสุดโต่งในโลกออนไลน์ ฝ่ายหนึ่งมองว่ายักษ์ใหญ่ด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ไม่ได้พึ่งพาตลาดจีนอยู่แล้ว การคว่ำบาตรจึงเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่อีกฝ่ายกลับโยนความผิดเรื่องปัญหาห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนที่พุ่งสูงของล็อกฮีด มาร์ติน ให้เป็นผลมาจากจีนทั้งหมด ถึงขั้นอ้างว่าบริษัทกำลัง "หายใจไม่ไม่ออก"

    ความจริงแล้ว ทั้งสองแนวคิดสุดโด่งเกินไป แม้ล็อกฮีด มาร์ติน จะถูกจีนขึ้นบัญชีดำและคว่ำบาตรหลายต่อหลายครั้งจากการขายอาวุธให้ #ไต้หวัน แต่การประเมินประสิทธิผลของมาตรการนี้ ไม่สามารถมองแค่ว่าบริษัทมีธุรกรรมตรงในจีนหรือไม่ หากแต่ต้องมองลึกลงไปใน "ห่วงโซ่อุปทาน" (Supply Chain) ที่ยาวและซับซ้อนกว่านั้น

    1. ยุทธศาสตร์ของจีน: จากมาตรการทางการเมือง สู่การบีบห่วงโซ่อุปทาน

    ในเชิงนโยบาย รัฐบาลจีนค่อยๆ ยกระดับการโต้ตอบอย่างเป็นระบบ:
    • ปี 2023: กระทรวงพาณิชย์จีนขึ้นบัญชีล็อกฮีด มาร์ติน ใน "รายชื่อองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ" (Unreliable Entity List)
    • ปี 2024: กระทรวงการต่างประเทศจีนสั่งอายัดทรัพย์สิน จำกัดการทำธุรกรรม และห้ามผู้บริหารระดับสูงเดินทางเข้าประเทศ
    • ปี 2025: ขอบเขตการควบคุมขยายครอบคลุมถึงบริษัทในเครืออย่าง Lockheed Martin Aeronautics และ Missile and Fire Control

    ผลกระทบโดยตรงคือพื้นที่การนำเข้า-ส่งออก การลงทุน และความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับจีนถูกบีบจนแคบลง แต่คำถามสำคัญคือ สิ่งนี้สามารถชะลอการผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ได้จริงหรือ? คำตอบขึ้นอยู่กับ "วัตถุดิบต้นน้ำ" โดยเฉพาะ #แร่หายาก (#RareEarths) และแร่ธาตุวิกฤตอื่นๆ

    ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ ทั้งเครื่องบินขับไล่ ขีปนาวุธ ระบบเรดาร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ต่างต้องพึ่งพาแม่เหล็กสมรรถนะสูง อัลลอยด์พิเศษ และวัสดุเคลือบผิว แม้ปริมาณการใช้ต่อเครื่องจะไม่มาก แต่หาวัสดุอื่นมาทดแทนได้ยากยิ่ง คอขวดที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ "ใต้ดินมีแร่หรือไม่" แต่อยู่ที่กระบวนการแยก การรีไฟน์ (Refining) การผลิตแม่เหล็ก และการผลิตอุตสาหกรรมในปริมาณมากอย่างมีเสถียรภาพ

    ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า แม้สัดส่วนการรีไฟน์แร่หายากของจีนในตลาดโลกจะลดลงจากระดับสูงสุด แต่จนถึงปี 2025 จีนยังคงครองสัดส่วนสูงถึงประมาณ 85% ของโลก ความหนาแน่นทางอุตสาหกรรมระดับนี้ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทหารของสหรัฐฯ จำเป็นต้องระมัดระวังตัวขั้นสูงสุด

    2. สำรวจงบการเงิน: ล็อกฮีด มาร์ติน ไม่ได้ล้มละลาย แต่กำลังแบกรับต้นทุน

    หากพิจารณางบการเงินที่เปิดเผยต่อสาธารณะ การอธิบายว่าล็อกฮีด มาร์ติน "ถูกคว่ำบาตรจนพังทลาย" นั้นเกินความเป็นจริง:
    • ไตรมาส 2 ปี 2026: ยอดขายของบริษัทพุ่งแตะ 20,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบเป็นรายปี)
    • กำไรสุทธิ: อยู่ที่ 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • ยอดสั่งซื้อค้างส่ง (Backlog): ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • โครงการหลักอย่าง F-35, PAC-3 และ THAAD ยังคงขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

    นั่นหมายความว่าปัญหาของบริษัทในปัจจุบัน ไม่ใช่การขาดออเดอร์ แต่เป็นความกดดันในการส่งมอบ ซึ่งความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานเป็นปัญหาจริง แต่ถูกผสมโรงกับปัจจัยอื่นๆ เช่น การบริหารจัดการโครงการ กำลังการผลิต แรงงาน คุณภาพซัพพลายเออร์ และระบบการจัดซื้อจัดจ้างของเพนตากอน จึงยากที่จะระบุว่าความล่าช้าเกิดจากมาตรการของจีนเพียงอย่างเดียว

    3. "ผลกระทบข้างเคียง" (Spillover Effect): บังคับให้ทั้งระบบต้องจ่ายแพงขึ้น

    สิ่งที่น่าจับตาคือปฏิกิริยาของรัฐบาลสหรัฐฯ เอง:
    • กรกฎาคม 2026: ทำเนียบขาวออกคำสั่งบริหาร (Executive Order) กำหนดให้ผู้รับเหมาด้านกลาโหมตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานอย่างละเอียด ตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำไปจนถึงสินค้าขั้นสุดท้าย พร้อมจำกัดการใช้วัตถุดิบวิกฤตจากแหล่งต่างชาติที่ไม่น่าเชื่อถือ
    • รัฐบาลสหรัฐฯ เร่งอัดฉีดงบประมาณสนับสนุนโครงการแร่ธาตุวิกฤตภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เขียนนโยบายละเอียดถึงเพียงนี้ สะท้อนว่า วอชิงตันมองการพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศเป็น "ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง" ของ #อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นี่คือจุดที่การควบคุมการส่งออกและการคว่ำบาตรของจีนส่งผลกระทบอย่างแท้จริง มันไม่ได้ทำให้โรงงานหยุดผลิตในวันรุ่งขึ้น แต่บีบให้ทั้งระบบอุตสาหกรรมกลาโหมของสหรัฐฯ ต้องจ่าย "ต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล" เพื่อหาแหล่ง supply สำรอง

    4. แก้ที่รากฐานของปัญหา: ยุทธศาสตร์ระยะยาว ไม่ใช่ความพินาศชั่วข้ามคืน

    คำว่า "การแทนที่ด้วยต้นทุนสูง" ไม่ได้แปลว่าจะ "ทดแทนไม่ได้ตลอดไป" สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และพันธมิตร กำลังทุ่มเงินลงทุนในขีดความสามารถการทำขุดเจาะ การแยกแร่ และการผลิตแม่เหล็ก โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เข้าไปสนับสนุนอุดหนุนภาคเอกชนโดยตรง

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมระดับนี้ ไม่ใช่อะไรที่จะสร้างโรงงานเสร็จแล้วเปิดเครื่องผลิตได้ทันที แต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสะสม สิ่งแวดล้อม อัตราสินค้าผ่านเกณฑ์ (Yield rate) และสัญญาซื้อขายระยะยาว ในระยะสั้น การกระจายห่วงโซ่อุปทานมีราคาแพงมาก ส่วนในระยะยาว ความพยายามนี้อาจค่อยๆ ลดการพึ่งพาจีนลงได้ การมองว่าข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรของจีนเป็นสิ่งจีรังยั่งยืน จึงเป็นการประเมินความสามารถในการปรับตัวของนโยบายอุตสาหกรรมและทุนนิยมต่ำเกินไป

    การคว่ำบาตรของจีนต่อล็อกฮีด มาร์ติน เหมาะที่จะมองในแง่ของการ "เพิ่มเงื่อนไขและข้อจำกัด" มากกว่าการ "ทำลายล้าง"

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1ERvTZmHcw/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซียชี้จุดแตกต่างจีน-ตะวันตก: จีนมี "วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์" ขณะที่ตะวันตกติดกับดัก "วงจรเลือกตั้ง"

    กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้ออกมาชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างจีนและโลกตะวันตก โดยเน้นย้ำว่าจีนมี "#วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์" ที่มองการณ์ไกล ขณะที่ประเทศตะวันตกมักจะติดกับดักของ "#วงจรการเลือกตั้ง" ระยะสั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของรากฐานความคิดในการบริหารประเทศและกำหนดนโยบายต่างประเทศ

    มุมมองต่อโลกที่แตกต่าง: จีน vs ตะวันตก

    มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ได้กล่าวสุนทรพจน์ในระหว่างการบรรยายพิเศษที่จัดขึ้นในกิจกรรม " China Week " ณ สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมอสโก (MGIMO) โดยระบุว่า
    "จีนมีมุมมองต่อโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตนเองที่แตกต่างจากตะวันตกอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นลักษณะสำคัญที่ควรแก่การพิจารณา"

    ซาคาโรวาอธิบายว่า ความแตกต่างนี้หมายถึงความสามารถของจีนในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปพร้อมๆ กับการรักษาโฟกัสเชิงยุทธศาสตร์ต่ออนาคต โดยสามารถมองข้ามขีดจำกัดของ "วงจรการเลือกตั้ง" ระยะสั้นและมองการณ์ไกลได้มากกว่า

    กับดัก "วงจรเลือกตั้ง" และทัศนคติ "น้ำท่วมโลกก็ช่างมัน"

    ในทางตรงกันข้าม โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้วิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองของตะวันตกอย่างตรงไปตรงมาว่า
    "ประเทศตะวันตกจำนวนหนึ่งเลือกที่จะยึดติดกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า '#ประชาธิปไตยแบบตะวันตก' ซึ่งในทางปฏิบัติ พวกเขาฝากความหวังและทิศทางของประเทศไว้กับวงจรการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว"

    เพื่อขยายความหมายของทัศนคติที่ขาดความรับผิดชอบต่ออนาคตระยะยาว ซาคาโรวายังได้ยกสำนวนตะวันตกที่คุ้นเคยว่า "หลังจากเราไปแล้ว น้ำจะท่วมโลกก็ช่างมัน" (Après moi, le déluge) เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายของหลายประเทศตะวันตกมักมุ่งเน้นเพียงผลประโยชน์หรือคะแนนเสียงเฉพาะหน้า โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาว

    ความร่วมมือรัสเซีย-จีน: รากฐานจาก "พฤติกรรมที่รับผิดชอบ"

    ท้ายที่สุด ซาคาโรวายืนยันว่า #รัสเซีย และ #จีน กำลังร่วมกันผลักดันความร่วมมือทวิภาคีให้เกิดขึ้นจริงผ่าน "พฤติกรรมที่รับผิดชอบ" (Responsible behavior) ซึ่งวางรากฐานมาจากการประเมินและคาดการณ์แนวโน้มการพัฒนาของโลกในระยะยาว ไม่ใช่การตอบสนองต่อแรงกดดันหรือวาระทางการเมืองเฉพาะหน้า

    การตอกย้ำแนวคิด "โลกหลายขั้ว"

    คำกล่าวของรัสเซียในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการชื่นชมโมเดลการพัฒนาและการบริหารจัดการของจีน แต่ยังเป็นการตอกย้ำแนวคิด "โลกหลายขั้ว" (Multipolar World) ที่รัสเซียและจีนพยายามผลักดันร่วมกัน

    การเน้นย้ำถึง "วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์" ของจีน เป็นการสร้างข้อโต้แย้งเชิงวาทกรรมต่อระเบียบโลกเดิมที่นำโดยตะวันตก โดยเสนอว่าเสถียรภาพและความยั่งยืนของโลกควรมาจากประเทศที่สามารถวางแผนระยะยาวได้จริง ไม่ใช่ประเทศที่นโยบายเปลี่ยนแปลงไปตามผลการเลือกตั้งทุก 4-5 ปี

    สำหรับเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต การที่มหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนจับมือกันโดยใช้ "การมองการณ์ไกล" เป็นจุดขายร่วมกัน ย่อมเป็นการท้าทายความชอบธรรมในการนำของโลกตะวันตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะเป็นกรอบคิดหลักที่กำหนดทิศทางการทูตของทั้งสองประเทศในระยะยาวต่อไป

    #ChinaFocus

    Ref.: Sputnik

    https://www.facebook.com/share/p/1MGpHFU2Fw/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตัวแทนญี่ปุ่นเยือนปักกิ่งวันที่สอง “หวัง อี้” เตือนแข็งกร้าว หากไร้สำนึก-ล้ำเส้นแดง “ญี่ปุ่นหมดอนาคตแน่”

    การเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของคณะตัวแทนจากญี่ปุ่นได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิดทันที เมื่อ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เปิดฉากเจรจาแบบเผชิญหน้าตั้งแต่วันที่สองของการเยือน แม้บรรยากาศภายนอกจะดูเปี่ยมด้วยอรรถยุทธ์และสัมมาคารวะ แต่เนื้อหาที่ถูกส่งผ่านกลับมี "น้ำหนักทางการเมืองที่แข็งกร้าวและไร้การประนีประนอม"

    หากมองเพียงหัวข้อข่าวว่ามีการ "พบปะ" แล้วรีบสรุปว่าความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นกำลังจะกลับคืนสู่ความอบอุ่น อาจเป็นการด่วนสรุปจนเกินไป เพราะการมาเยือนของ นายทาเคชิ อิวายะ (Takeshi Iwaya) ประธานสมาคมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JAPPIT) ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการกระชับมิตรของภาคเอกชนธรรมดา แต่นายอิวายะมีสถานะสำคัญคือ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นและสมาชิกรัฐสภาอาวุโสพรรคลิเบอรัลเดโมแครต (LDP) หรือพูดง่ายๆ คือ เขาคือ "ผู้ส่งสารและผู้หยั่งเชิง" ที่รัฐบาลโตเกียวส่งมาเพื่อสืบกระแสในยามที่ความสัมพันธ์สองประเทศกำลังติดหล่ม

    นายหวัง อี้ ได้ยื่น "ใบสั่งปรับปรุงโครงสร้างความสัมพันธ์ 3 ระดับ" ต่อฝ่ายญี่ปุ่นอย่างตรงไปตรงมา ดังนี้:

    1. ให้เกียรติมิตรเก่า แต่ส่งสัญญาณถึงผู้นำคนปัจจุบัน

    หวัง อี้ เริ่มต้นด้วยการให้เกียรติสมาคม JAPPIT ที่ไม่ปลุกกระแสโจมตีจีนในยามที่ความสัมพันธ์เย็นชา โดยเฉพาะการเอ่ยถึง นายโยเฮ โคโนะ (Yohei Kono) อดีตประธานสมาคมฯ ผู้ซึ่งกล้าเผชิญหน้าและแสดงความเสียใจต่อ #อาชญากรรมสงคราม ในยุค #สงครามโลกครั้งที่2 (สงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น) อย่างตรงไปตรงมา

    นัยซ่อนเร้น: จีนกำลังส่งสัญญาณว่า ในวงการการเมืองญี่ปุ่นไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนที่เข้าใจความจริง แต่เป็นเพราะ "กลุ่มผู้นำกุมอำนาจในปัจจุบันเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตาม"

    2. ตรึงประเด็นประวัติศาสตร์: เตือนสติวาระครบรอบ 80 ปี ศาลอาญาฟาร์อีสท์

    ในวาระครบรอบ 80 ปีการเปิดฉากการพิจารณาคดีโตเกียว (#TokyoTrials) หวัง อี้ ได้ส่งคำเตือนอย่างรุนแรงว่า หากญี่ปุ่นไม่ยอมรับบทเรียนทางประวัติศาสตร์ พยายามท้าทายรัฐธรรมนูญสันติภาพ หรือพยายามฟอกขาวประวัติศาสตร์การรุกราน "ญี่ปุ่นจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับโลกได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเปิดฉากหรือมีอนาคตที่ยั่งยืน"

    คำเตือนนี้ไม่ใช่เพียงอารมณ์ชั่ววูบ แต่คือการวินิจฉัยเชิงยุทธศาสตร์ เพราะระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนใน คำประกาศไคโร และ คำประกาศพ็อตสแดม โดยมี มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญสันติภาพญี่ปุ่น เป็นข้อตกลงสำคัญ หากญี่ปุ่นคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อซ่องสุมกำลังทหารใหม่ ญี่ปุ่นต้องตอบคำถามประเทศเพื่อนบ้านให้ได้ก่อนว่าจะวางตนในฐานะใดในภูมิภาคนี้

    3. ประเด็นไต้หวัน: เส้นแดงที่ห้ามก้าวข้ามอย่างเด็ดขาด

    ประเด็นที่แข็งกร้าวที่สุดคือเรื่องไต้หวัน หวัง อี้ ระบุอย่างเปิดเผยว่า สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดสำหรับฝ่ายญี่ปุ่นคือ "การเร่งแก้ไขคำพูดและการกระทำที่ผิดพลาดของผู้นำตนเองในประเด็นไต้หวัน"

    คำพูดนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักการเมืองฝ่ายขวาในรัฐสภาญี่ปุ่นที่พยายามเชื่อมโยงสถานการณ์ "ไต้หวันมีภัย" ให้กลายเป็น "วิกฤตต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น" เพื่อดึงญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซง ซึ่งฝ่ายจีนมองว่านี่ไม่ใช่แค่ความเห็นต่าง แต่คือ "การละเมิดสัญญาประชาคม"

    เอกสารทางการเมือง 4 ฉบับระหว่างจีน-ญี่ปุ่น (นับตั้งแต่แถลงการณ์ร่วมปี 1972 เรื่องนโยบายจีนเดียว, สนธิสัญญาสันติภาพปี 1978 จนถึงเอกสารปี 1998 และ 2008) ไม่ใช่สิ่งที่จีนยกขึ้นมาอ้างลอยๆ แต่คือ "ข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย" ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นผู้ลงนามไว้เองว่ายอมรับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียว และเคารพว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

    หากยังดื้อดึง "ญี่ปุ่นจะเดินไปสุดทางตันเอง"

    ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นในปัจจุบันยังไม่กลับคืนสู่ระดับปกติ และสาเหตุหลักมาจากท่าทีของฝ่ายญี่ปุ่นเอง การที่จีนยอมเปิดประตูเจรจาแสดงให้เห็นว่าประตูยังไม่ปิดตาย แต่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจหรือท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากญี่ปุ่นยังคงใช้นโยบาย "เหยียบเรือสองแคม" — ด้านหนึ่งต้องการพึ่งพาตลาดและนักท่องเที่ยวจีน แต่อีกด้านกลับปลุกกระแสหวาดกลัวจีนและล้ำเส้นแดงเรื่องไต้หวัน

    การที่จีนส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนในครั้งนี้ ถือเป็นการให้เวลาฝ่ายญี่ปุ่นได้ขบคิด หากญี่ปุ่นยังคงยึดติดกับความคิดยุคสงครามเย็นและเดินหน้าท้าทายเส้นแดงต่อไป พื้นที่ความร่วมมือจะยิ่งแคบลงเรื่อยๆ และในท้ายที่สุด ไม่ใช่จีนที่เป็นฝ่ายบีบให้ญี่ปุ่นจนมุม แต่เป็นญี่ปุ่นเองที่บีบตัวเองให้จนมุม และปิดทางเดินของตนเองจนหมดสิ้น

    #ChinaFocus #ความสัมพันธ์จีนญี่ปุ่น #ญี่ปุ่น

    https://www.facebook.com/share/p/1F5ceK2rTb/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักวิทยาศาสตร์พบเซลล์มนุษย์ “เรียนรู้-จำรูปแบบ” ได้ แม้ไม่ใช่เซลล์สมอง เปิดมุมใหม่ความทรงจำระดับเซลล์

    1 ตุลาคม 2569 #ความจำ อาจไม่ได้เป็นเรื่องของ สมอง อย่างเดียว คำถามว่า “ความทรงจำอยู่ที่ไหน” อาจมีคำตอบซับซ้อนกว่าที่เคยคิด หลังทีมนักวิจัยจาก #มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University: NYU) ศึกษาพบว่าเซลล์มนุษย์ที่ไม่ใช่เซลล์ประสาท งานวิจัยพบ เซลล์มนุษย์นอกระบบประสาท สามารถตอบสนองต่อรูปแบบการกระตุ้นซ้ำ ๆ และคงการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีไว้ได้นานกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งมีลักษณะบางอย่างคล้ายกระบวนการเรียนรู้และการจดจำที่พบในระบบประสาท
    .
    งานวิจัยชื่อ The massed-spaced learning effect in non-neural human cells ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ **Nature Communications เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 โดยนักวิจัยหลัก ได้แก่ **Nikolay V. Kukushkin, Robert E. Carney, Tasnim Tabassum และ Thomas J. Carew จาก Liberal Studies และ Center for Neural Science ของ NYU ร่วมกับผู้วิจัยจากสถาบันอื่น ๆ
    ..
    จุดเริ่มต้นของงานวิจัยมาจากคำถามว่า กลไกบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความจำจำเป็นต้องเกิดเฉพาะในเซลล์ประสาทหรือไม่ เพราะแม้สมองจะมีวงจรประสาทที่ซับซ้อน แต่กระบวนการระดับโมเลกุลหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่คงอยู่นาน กลับเป็นระบบที่พบได้ในเซลล์หลายชนิด
    .
    ทีมวิจัยนำ **เซลล์มนุษย์ที่ไม่ใช่เซลล์ประสาท** มาทดลอง โดยใช้เซลล์สายพันธุ์ SH-SY5Y ซึ่งเป็นเซลล์ที่มาจาก neuroblastoma และอีกระบบหนึ่งที่เป็นเซลล์มนุษย์ชนิดไม่ใช่เซลล์ประสาท พร้อมติดตั้งระบบรายงานการทำงานของยีนที่เกี่ยวข้องกับ **CREB (cAMP response element-binding protein)** ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในกระบวนการสร้างความจำของเซลล์ประสาท
    .
    นักวิจัยจำลองรูปแบบการ “ฝึก” เซลล์ด้วยการกระตุ้นทางเคมีหลายครั้ง แล้วเปรียบเทียบระหว่างการกระตุ้นแบบ **มารวมกันในครั้งเดียว (massed)** กับการกระตุ้นแบบ **เว้นช่วง (spaced)**
    .
    ผลที่ได้มีความน่าสนใจอย่างมาก เมื่อเซลล์ได้รับการกระตุ้น 4 ครั้งโดยเว้นช่วง เซลล์แสดงการตอบสนองของยีนที่เกี่ยวข้องกับ CREB และเส้นทางสัญญาณ **ERK** มากกว่าและคงอยู่นานกว่าการกระตุ้นจำนวนเท่ากันแต่ทำติด ๆ กันในครั้งเดียว โดยสัญญาณที่เป็นตัวชี้วัดยังตรวจพบได้หลังการฝึกผ่านไปประมาณ 24 ชั่วโมง
    .
    ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นักประสาทวิทยาเรียกว่า spacing effect หรือ #ผลของการเว้นระยะในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหลักการที่พบในงานวิจัยด้านความจำมานาน กล่าวง่าย ๆ คือ การได้รับข้อมูลหรือประสบการณ์ซ้ำโดยมีช่วงพัก อาจนำไปสู่การเรียนรู้ที่คงทนกว่าการอัดข้อมูลทั้งหมดในครั้งเดียว
    .
    สิ่งที่งานวิจัยนี้ค้นพบ ไม่ใช่พบว่า “แขน ขา หรืออวัยวะต่าง ๆ เก็บความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตของเรา” แต่เป็นหลักฐานว่า **กลไกระดับเซลล์บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเซลล์ประสาท** นักวิจัยเรียกกรอบแนวคิดนี้ว่า “cellular cognition” หรือการศึกษาความสามารถของเซลล์ในการรับรู้รูปแบบของสิ่งเร้าและปรับเปลี่ยนการตอบสนองในระยะยาว
    .
    งานนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เพราะเป็นการทดลองในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่การทดสอบว่าความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตของมนุษย์ เช่น ใครพูดอะไร เหตุการณ์ใดเกิดขึ้น หรือประสบการณ์ที่กระทบจิตใจ ถูกจัดเก็บไว้ในเซลล์นอกสมองโดยตรง ดังนั้นจึงยังไม่สามารถสรุปว่า “ร่างกายจำเรื่องราวของเราได้แม้สมองจะลืม” ตามความหมายทั่วไป
    .
    ในทางกลับกัน งานวิจัยด้านประสาทวิทยาในปัจจุบันยังคงมีหลักฐานจำนวนมากว่าการสร้างและเรียกคืนความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์เกิดขึ้นผ่านเครือข่ายของสมอง โดยเฉพาะวงจรที่เกี่ยวข้องกับฮิปโปแคมปัสและบริเวณสมองอื่น ๆ งานปี 2569 ใน *Nature Neuroscience* เช่น ศึกษาการจัดระเบียบร่องรอยความจำในฮิปโปแคมปัสของลิงแสม และพบรูปแบบการเชื่อมโยงของกลุ่มเซลล์ประสาทที่เปลี่ยนแปลงตามอายุของความทรงจำ
    .
    อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาของ #NYU มีความสำคัญในอีกระดับ เพราะทำให้ #นักวิทยาศาสตร์ ต้องกลับมาถามว่า “#หน่วยพื้นฐานของการเรียนรู้” อาจไม่ได้เริ่มต้นที่วงจรสมองเสมอไป แต่คุณสมบัติบางอย่างอาจมีรากฐานอยู่ในกลไกการส่งสัญญาณและการควบคุมยีนที่เซลล์หลายชนิดใช้ร่วมกัน
    .
    แนวคิดดังกล่าวอาจมีความหมายต่อการศึกษาความจำในอนาคต ตั้งแต่การทำความเข้าใจว่าทำไมเซลล์จึงปรับตัวต่อประสบการณ์ซ้ำ ไปจนถึงการค้นหาวิธีใช้กลไกระดับเซลล์เพื่อพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้และความผิดปกติด้านความจำ แต่ยังต้องมีการทดลองเพิ่มเติมอีกมากก่อนจะเชื่อมโยงผลระดับเซลล์เพาะเลี้ยงเข้ากับความทรงจำและประสบการณ์ของมนุษย์จริงได้
    .
    ดังนั้นคำถามว่า ถ้าความทรงจำไม่ได้อยู่แค่ในสมองล่ะ?” อาจยังไม่มีคำตอบว่า “ใช่” ในความหมายที่ร่างกายเก็บเรื่องราวชีวิตของเราไว้ทุกส่วน แต่หลักฐานล่าสุดกำลังชี้ให้เห็นว่า **ความสามารถของเซลล์ในการเปลี่ยนแปลงและคงรูปแบบการตอบสนองหลังได้รับประสบการณ์ อาจเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่กว้างกว่าระบบประสาท** และนี่คือประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาอย่างจริงจัง
    .
    .
    #Thaitribune
    https://www.facebook.com/share/p/1Hhf14Toes/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ลดหนี้แบบหลังสงครามโลก จาก 106% เหลือ 23% ใน 30 ปี ทำไมอเมริกาทำซ้ำในปีนี้ไม่ได้

    อเมริกาเคยแก้ปัญหาหนี้มหึมาได้สำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่ง ในปี 1946 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 106 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลเป็นหนี้มากกว่ารายได้รวมของประเทศทั้งประเทศในหนึ่งปี แต่ภายในปี 1974 ตัวเลขนั้นหดเหลือแค่ 23 เปอร์เซ็นต์ ลดลงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่ถึง 30 ปี โดยไม่ต้องประกาศล้มละลาย ไม่ต้องรัดเข็มขัดหนัก และไม่ต้องขึ้นภาษี

    ตอนนี้หนี้สาธารณะสหรัฐอยู่ที่ 127.2 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แย่กว่าช่วงหลังสงครามโลกเสียอีก และประตูที่เคยใช้หนีถูกปิดไปแล้วตั้งแต่ 70 กว่าปีก่อน นั่นคือปริศนาที่นักเศรษฐศาสตร์กำลังถกเถียงกันอยู่ตอนนี้

    ปีนี้รัฐบาลสหรัฐฯ จ่ายดอกเบี้ยหนี้รวมกัน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนั้นแซงงบกลาโหม 912,000 ล้านดอลลาร์เรียบร้อยแล้ว แต่ที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นอีกคือปีนี้รัฐบาลต้อง refinance หรือกู้ใหม่เพื่อแทนหนี้เก่าที่ครบกำหนดถึง 9.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปีเดียว

    หนี้เหล่านั้นส่วนใหญ่ออกในช่วงดอกเบี้ยต่ำ คิดดอกเบี้ยไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ แต่อัตราพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ทุก 1 ล้านล้านที่กู้ใหม่จึงเพิ่มภาระดอกเบี้ยอีกปีละ 20,000 ล้านดอลลาร์ และในปี 2036 ตัวเลขดอกเบี้ยรวมจะโตเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 18.6 เปอร์เซ็นต์ของรายรับรัฐบาลทั้งหมด เงินที่เคยไปสร้างถนน โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐานจะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ

    เพื่อเข้าใจว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์ถึงพูดถึงสูตรหลังสงครามโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องเข้าใจกลไกที่เรียกว่า Financial Repression ก่อน ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพที่สุด มันคือการกดดอกเบี้ยเงินฝากให้ต่ำกว่าเงินเฟ้อ จนผลตอบแทนจริงของคนออมเงินติดลบ ขณะที่รัฐบาลกลับได้กำไรเพราะมูลค่าหนี้ถูกเงินเฟ้อกัดกินลงทีละนิด

    ลองนึกภาพแบบนี้ ถ้าคุณฝากเงินได้ดอกเบี้ย 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ข้าวของแพงขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เงิน 100 บาทที่ฝากไว้ต้นปีจะยังอยู่ในบัญชีครบ 100 บาท แต่กำลังซื้อหดเหลือประมาณ 98 บาท คุณไม่ได้กำไร คุณขาดทุนจริงๆ 2 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันรัฐบาลกู้เงิน 100 บาท แต่ปลายปีต้องคืนจริงๆ แค่ 98 บาทในแง่กำลังซื้อ

    นี่คือภาษีซ่อนเร้นที่ไม่ต้องออกกฎหมายผ่านสภา ไม่ต้องประกาศ ไม่ต้องลงคะแนนเสียง รัฐบาลแค่ทำให้เงินออมของคนธรรมดาค่อยๆ หดลงทีละน้อย ก็สามารถลดภาระหนี้ได้สำเร็จ เหมือนต้มกบในน้ำอุ่นทีละนิดจนกบไม่รู้สึกตัว

    หลังสงครามโลก ธนาคารกลางสหรัฐฯ ถูกสั่งให้ตรึงดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวไว้ที่ 2.5 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี 1942 เพื่อให้รัฐบาลออกพันธบัตรจ่ายค่าสงครามได้ถูกๆ พอสงครามจบและเศรษฐกิจฟื้น เงินเฟ้อขยับขึ้นเกิน 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ดอกเบี้ยพันธบัตรยังถูกตรึงอยู่ที่ 2.5 เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม นักลงทุนที่ถือพันธบัตรรัฐบาลจึงได้ผลตอบแทนจริงติดลบ และความมั่งคั่งของพวกเขาค่อยๆ ไหลไปยังรัฐบาลผ่านเงินเฟ้อโดยไม่มีใครรู้สึกเจ็บปวดมากพอที่จะออกไปประท้วง

    IMF เคยทำวิจัยพบว่ากว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของการลดหนี้ช่วงนั้นมาจากกลไก Financial Repression นี้ ไม่ใช่แค่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ

    แล้วทำไมตอนนี้ทำซ้ำไม่ได้ มีสามปัจจัยที่เปลี่ยนไปโดยพื้นฐาน

    หลังปี 1951 มีข้อตกลงที่เรียกว่า Treasury-Fed Accord ซึ่งทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นอิสระจากกระทรวงการคลัง ธนาคารกลางมีหน้าที่หลักคือดูแลเงินเฟ้อให้ใกล้ 2 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ช่วยรัฐบาลประหยัดดอกเบี้ย ดังนั้นเมื่อเงินเฟ้อขึ้น ธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยตอบโต้ทันที เหมือนที่ทำในช่วงปี 2022-2023 ที่ขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในรอบ 40 ปี แทนที่เงินเฟ้อจะช่วยลดหนี้ มันกลับยิ่งทำให้ต้นทุนหนี้ใหม่แพงขึ้นทันที

    ปัจจัยที่สองคือตลาดพันธบัตรทุกวันนี้เป็นตลาดเสรีระดับโลก นักลงทุนจากทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น จีน ยุโรป และกองทุนบำเหน็จบำนาญทั่วโลก ต่างถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันอยู่ ถ้าพวกเขาเห็นว่าเงินเฟ้อสูงแต่รัฐบาลพยายามตรึงดอกเบี้ยต่ำ พวกเขาจะขายพันธบัตรออกทันที ราคาพันธบัตรร่วง และผลตอบแทนพุ่งขึ้นโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องรอให้ธนาคารกลางทำอะไรเลย นักลงทุนกลุ่มนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Bond Vigilantes หรือผู้พิทักษ์ตลาดพันธบัตร พร้อมลงโทษรัฐบาลที่ใช้เงินไม่รับผิดชอบได้โดยตรงและทันที

    ปัจจัยที่สามซึ่งสำคัญที่สุดคือโครงสร้างรายจ่ายเปลี่ยนไปมากจากยุคหลังสงครามโลก ตอนนั้นรายจ่ายหลักคือค่าทหาร พอสงครามจบก็ปิดฐานทัพ ปลดทหารกลับบ้าน รายจ่ายหดได้ทันที แต่ตอนนี้กว่า 2 ใน 3 ของงบรัฐบาลอเมริกันเป็นรายจ่ายที่ตัดไม่ได้ ทั้ง Social Security เงินบำนาญผู้สูงอายุ Medicare สวัสดิการสุขภาพ และดอกเบี้ยหนี้ที่ต้องจ่ายตามสัญญา ถ้าจะลดรายจ่ายให้พอจ่ายหนี้ได้ ต้องตัดสวัสดิการประชาชน ซึ่งทางการเมืองแทบเป็นไปไม่ได้เลย

    เมื่อสูตรเก่าใช้ซ้ำตรงๆ ไม่ได้ ทางออกในทางทฤษฎีมีสี่ทาง รัดเข็มขัดลดรายจ่าย โตเร็วพอให้ GDP วิ่งเกินหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้หรือผิดนัดชำระ และทางที่สี่ซึ่งน่ากลัวที่สุดสำหรับคนออมเงิน คือทำแบบหลังสงครามโลกแต่ทำแบบอ่อนกว่า ลักๆ ช้าๆ

    ทางที่สี่นั้นคือปล่อยให้เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายนานๆ เช่น 3-4 เปอร์เซ็นต์แทนที่จะเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ แล้วค่อยๆ กดดอกเบี้ยลงให้ผลตอบแทนจริงของพันธบัตรติดลบ ความมั่งคั่งก็จะค่อยๆ ไหลจากนักออมเงินไปยังรัฐบาลอีกครั้ง โดยไม่มีใครประกาศให้รู้ล่วงหน้า ถ้าเงินเฟ้อ 4 เปอร์เซ็นต์แต่ดอกเบี้ยเงินฝาก 2 เปอร์เซ็นต์ เงิน 1 ล้านบาทในบัญชีจะยังอยู่ครบ 10 ปีให้หลัง แต่ซื้อของได้แค่ราว 820,000 บาท และภาษีนั้นไม่ต้องผ่านรัฐสภา ไม่ต้องประกาศ ไม่ต้องลงคะแนน มันเกิดขึ้นเงียบๆ แต่มีผลจริง

    ต้องยอมรับตามตรงด้วยว่าสถานการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าดอลลาร์จะล่มสลายในเร็วๆ นี้ ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินสำรองอันดับหนึ่งของโลก ระบบการเงินโลกยังพึ่งพาอยู่ และยังไม่มีสกุลเงินใดที่มีสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะมาแทนที่ได้ในทันที เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็ผ่านวิกฤตหนักมาแล้วหลายครั้ง และยังปรับตัวได้เสมอ

    คำถามจริงๆ จึงไม่ใช่ว่าดอลลาร์จะพังหรือไม่ แต่เป็นว่ากำลังซื้อของดอลลาร์จะค่อยๆ ลดลงแค่ไหนในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า และนั่นเป็นคนละเรื่องกับการล่มสลาย แต่ผลกระทบต่อคนที่ถือเงินสดและเงินฝากธนาคารระยะยาวนั้นมีจริงและวัดได้

    พฤติกรรมของแบงก์ชาติทั่วโลกบอกอะไรบางอย่างอยู่ ข้อมูลพบว่าแบงก์ชาติทั่วโลกซื้อทองสุทธิ 244 ตันในไตรมาสแรกของปีนี้เพียงไตรมาสเดียว ทองคำตอนนี้คิดเป็น 27 เปอร์เซ็นต์ของทุนสำรองระหว่างประเทศรวมทั่วโลก แซงหน้าพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันที่อยู่ที่ 22 เปอร์เซ็นต์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 ธนาคารกลางจีนซื้อทอง 15 ตันในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว สูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ทั้งหมดนั้นไม่ใช่การกระจายพอร์ตทั่วไป มันคือสัญญาณว่าสถาบันใหญ่ๆ กำลังสร้างป้อมกันดอลลาร์อ่อนค่าในระยะยาว

    สัญญาณที่ต้องติดตามในช่วงนี้มีหลายตัวที่เป็นรูปธรรม ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐว่าอยู่เหนือหรือใต้เป้า 2 เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องแค่ไหน เพดานหนี้สหรัฐที่ต้องเจรจาในรัฐสภาจะบอกว่าการเมืองยังมีพื้นที่รัดเข็มขัดแค่ไหน และอัตราพันธบัตร 10 ปีว่าถ้าขยับเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่อง หมายความว่าตลาดเริ่มสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในวินัยการคลัง ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระในรอบ refinance ถัดไปที่มาถึงทุกปี ตัวเลข 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2036 ไม่ใช่เพดาน มันคือเส้นฐานต่ำสุดถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดไว้แล้วตอนนี้

    #หนี้สหรัฐ #ดอลลาร์อ่อนค่า #เงินออมถูกกิน #เศรษฐกิจโลก #FinancialRepression #ภาษีซ่อนเร้น #กำลังซื้อหาย
    https://www.facebook.com/share/19nKggrX1P/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! น้ำมันดีเซลโลกขาดแคลน!
    ทรัมป์กดดันยุโรปหนัก ! บอกเยอรมนี–ฝรั่งเศสให้ “ปล่อยน้ำมันดีเซลสำรอง” ไม่เช่นนั้นอาจเจอสหรัฐฯ ระงับส่งออกดีเซล
    .
    วิกฤตดีเซลโลกกำลังร้อนแรงขึ้นอีกขั้น หลังรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดัน เยอรมนีและฝรั่งเศส ให้เร่งนำดีเซลจากคลังสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาด เพื่อช่วยลดราคาพลังงานที่กำลังพุ่งสูงทั่วโลก
    Reuters รายงานโดยอ้างบุคคล 3 รายที่ใกล้ชิดกับการหารือว่า หากทั้งสองประเทศไม่ดำเนินการ สหรัฐฯ ได้หยิบยกความเป็นไปได้ของ การจำกัดหรือระงับการส่งออกดีเซล ขึ้นมาเป็นแรงกดดัน โดยมาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ใช่นโยบายที่ประกาศใช้แล้ว Reuters
    .
    ที่น่าจับตาคือ มีแหล่งข่าวยุโรประบุว่า สหรัฐฯ ต้องการให้ EU นำดีเซลประมาณ 120 ล้านบาร์เรลออกจากคลังสำรองภายใน 6 เดือน
    ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นมากกว่า 40% ของคลังสำรองดีเซลและ Gasoil ฉุกเฉินของ EU ขณะที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีรวมกันถือครองประมาณ 35% ของสต็อกประเภทดังกล่าวใน EU Reuters
    .
    ล่าสุด European Commission รวมถึงฝรั่งเศส อิตาลี ไอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ได้หารือกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปล่อยดีเซลสำรองแล้ว แต่ ยังไม่มีการประกาศตัดสินใจปล่อยสต็อกเพิ่มเติม Reuters
    ฝั่งกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนีระบุว่า IEA ซึ่งโดยปกติเป็นผู้ประสานการปล่อยคลังสำรองฉุกเฉินระหว่างประเทศ ยังไม่ได้ขอให้เยอรมนีปล่อยสต็อกเพิ่มเติมโดยตรง Reuters
    .
    สาเหตุที่สหรัฐฯ กดดันยุโรปหนักขึ้น เพราะตลาดดีเซลโลกกำลังตึงตัวจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน การหยุดชะงักของ Supply จากตะวันออกกลางและรัสเซีย รวมถึงล่าสุดจีนที่ระงับการส่งออกเชื้อเพลิงเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ Brent ขึ้นเหนือ $100 ต่อบาร์เรล และตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันยิ่งตึงตัว

    https://www.facebook.com/share/1cuWXACsi9/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "ปูติน" แนะสูตรประหยัดพลังงาน ไม่ต้องเหนื่อยพังEUแค่นั่งกินป๊อปคอร์นรอดูก็พอ!
    มอสโก
    บรรยากาศในการประชุมวาลได (Valdai Discussion Club) เกือบทำเอาผู้ร่วมงานสำลักกาแฟ เมื่อผู้ดำเนินรายการยิงคำถามแบบไม่มีกั๊ก ว่า "หรือจะถึงเวลาที่ต้องช่วยกันทุบทำลายสหภาพยุโรป (EU) ให้แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วหันไปเจรจากับทีละประเทศแทน"

    งานนี้ทำเอาหลายคนลุ้นว่าผู้นำรัสเซียจะงัดยุทธศาสตร์การทูตข้อไหนมาตอบ แต่ปรากฏว่างานนี้ "วลาดิมีร์ ปูติน" กลับเลือกใช้ยุทธศาสตร์ที่ประหยัดพลังงานที่สุดในโลก โดยตอบสั้นๆ แบบหน้านิ่งแต่มีรอยยิ้มมุมปากว่า

    "ไม่ต้องทำอะไรหรอก... ปล่อยไว้เดี๋ยวพวกเขาก็แตกสลายพังกันไปเองนั่นแหละ"

    ทำเอาผู้ดำเนินรายการถึงกับต้องรีบรับมุกแบบขำไม่ออกบอกไม่ถูกว่า "อ๋อ... เข้าใจแล้ว ขอบคุณครับ"

    มุมมองนี้สะท้อนความมั่นใจในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ว่า ความเป็นเอกภาพของตะวันตกไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่คิด ความขัดแย้งและผลประโยชน์ที่ไม่ลงรอยกันภายในกลุ่มสมาชิกจะกัดกร่อนพวกเขาจากข้างใน เวลา!คือเครื่องพิสูจน์
    #ปูติน #รัสเซีย #สหภาพยุโรป #ValdaiClub

    https://www.facebook.com/share/v/1JQYiKD4mv/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "ฟังชัดๆนะ!"
    หากมีการโจมตีรัสเซียโดยตรง รวมถึงคาลินินกราด คำถามเรื่องการใช้อาวุธทุกชนิดที่มีอยู่จะเกิดขึ้นทันที

    “เรารู้ดีว่า เราต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายที่มีจำนวนมากกว่าเราถึงสองเท่า แน่นอนว่าเราไม่มีกำลังเพียงพอที่จะรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว ดังนั้นเราจำเป็นต้องใช้อาวุธทุกอย่างที่มีอยู่”

    ปูตินกล่าวระหว่าง การประชุมประจำปีครั้งที่ 23 ของ Valdai Discussion Club ที่แคว้นมอสโก ประเทศรัสเซีย โดยเน้นว่า หาก NATO เปิดฉากรุกรานรัสเซีย หรือมีการโจมตี คาลินินกราด (Kaliningrad) รัสเซียจะพิจารณาใช้อาวุธทุกชนิดที่มีอยู่ ซึ่งทุกฝ่ายรู้ดีว่า "รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์"

    https://www.facebook.com/share/v/19PETesQJt/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “เปิดก่อนได้ปูด!”
    เซเลนสกีโวยปูติน เล่น “นอกเกม” หลังยูเครนโดนถล่มอย่างหนักจากโดรน Geran หากย้อนดูลำดับเหตุการณ์ พบว่าเซเลนสกีเป็นฝ่ายประกาศเปิด “ปฏิบัติการ 40 วัน” ยกระดับโจมตีลึกเข้าไปรัสเซียก่อน

    ยูเครนกำลังเผชิญการโจมตีทางอากาศอย่างหนัก โดยเฉพาะโดรนรุ่นใหม่ Geran-4, Geran-5 ที่สกัดกั้นได้ยากขึ้น ล่าสุด เซเลนสกี ออกมากล่าวหาประธานาธิบดีปูตินว่า "เล่นนอกเกม" ด้วยการสั่งกองทัพรัสเซียยกเลิกข้อจำกัดในการโจมตีทางอากาศตั้งแต่เดือนกันยายน พร้อมอ้างคำพูดของปูตินว่า “ตอนนี้ไม่มีกฎอีกแล้ว” หลังหน่วยข่าวกรองยูเครนดักจับการสื่อสารของเจ้าหน้าที่เครมลินได้

    เซเลนสกีระบุว่า จากเดิมที่รัสเซียมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก ขณะนี้การโจมตีได้ขยายไปยัง โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์โทรคมนาคม และ Data Center มากขึ้น โดยในช่วง 24 ชั่วโมงล่าสุดเพียงช่วงเดียว เขาระบุว่ารัสเซียส่งโดรนเข้าโจมตีประมาณ 500 ลำ ครึ่งหนึ่งเป็นโดรนเจ็ต ซึ่งยูเครนสามารถสกัดได้เพียงประมาณ 57% หากเทียบกับโดรนรุ่นก่อน ยูเครนสามารถสกัดได้ราว 85-90%

    อย่างไรก็ตาม ก่อนสถานการณ์จะมาถึงจุดนี้ ย้อนกลับไปเมื่อ 25 มิถุนายน เซเลนสกีเป็นผู้ประกาศด้วยตนเองว่าได้อนุมัติ “ปฏิบัติการ 40 วัน” เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้รัสเซียยุติสงคราม โดยยูเครนยกระดับการโจมตีระยะกลางและระยะไกลเข้าไปในดินแดนรัสเซีย มุ่งเป้าโดยเฉพาะ อุตสาหกรรมน้ำมัน โรงกลั่น และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ก่อนที่ปูตินจะออกมากล่าวในเดือนสิงหาคมว่า ยูเครนเป็นฝ่ายเปิด “กล่องแพนโดรา” ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจของรัสเซีย และรัสเซียจะตอบโต้ต่อภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวของยูเครน จากนั้นสงครามโจมตีระยะไกลระหว่างสองฝ่ายก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

    ที่มา: Financial Times, Reuters

    https://www.facebook.com/share/p/1CgqEY2rNZ/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! กลุ่ม 7 ประเทศยักษ์อุตสาหกรรมชั้นนำของโลก(จี7)มีมติปล่อยน้ำมันดิบและดีเซลสำรองฉุกเฉินรวมกัน 100 ล้านบาร์เรลภายใน 4 เดือนหน้า BTimes

    Oct 2, 2026 ด่วน! กลุ่ม 7 ประเทศยักษ์อุตสาหกรรมชั้นนำของโลก(จี7)มีมติปล่อยน้ำมันดิบและดีเซลสำรองฉุกเฉินรวมกัน 100 ล้านบาร์เรลภายใน 4 เดือนหน้า

    กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 ประเทศของโลก หรือกลุ่มจี 7 มีมติปล่อยสต็อกน้ํามันดิบ และน้ำมันดีเซลฉุกเฉินรวมเป็นปริมาณถึง 100 ล้านบาร์เรล ภายหลังจากแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ต้องการให้ทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนีปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาดโลก เผื่อรถภาวะราคาน้ำมันดีเซลมีราคาพุ่งสูงและตึงตัวในปัจจุบัน

    การปล่อยสต็อกน้ำมันสำรองฉุกเฉิน ซึ่งประสานงานโดยสํานักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือไออีเอ จะเกิดขึ้นในอีก 4 เดือนข้างหน้า ขณะที่ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยังเป็นประธานกลุ่มจี 7 ด้วย

    เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐอเมริกาแจ้งไปยังประเทศเยอรมนี และฝรั่งเศสให้ปล่อยปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลฉุกเฉินเพื่อช่วยบรรเทาราคาน้ํามันทั่วโลก หากไม่ดำเนินการ ทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศสจะเผชิญกับมาตรการยกเลิกการส่งออกดีเซลของสหรัฐอเมริกา
    .
    ประเทศทั้ง 27 สมาชิกในกลุ่มสหภาพยุโรป หรือกลุ่มอียูมีสต็อกน้ํามันเบนซิน และดีเซลฉุกเฉินรวมกันประมาณ 39 ล้านเมตริกตัน สอดคล้องกับ ประเทศเยอรมนีมีสต็อกน้ํามันเบนซิน และดีเซลฉุกเฉิน 5.6 ล้านตัน และฝรั่งเศสมีรวมกัน 8.2 ล้านตัน นั่นหมายถึง ทั้งสองประเทศมีปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปสำรองฉุกเฉินรวมกันคิดเป็นประมาณ 35% ของคลังสำรองน้ำมันเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มสหภาพยุโรป
    .
    แรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐในเรื่องดังกล่าวมีขึ้นตั้งแต่ 30 กันยายนผ่านมา ท่ามกลางราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐอเมริกาโดยมีราคาสูงกว่า 6.50 ดอลลาร์สหรัฐ/แกลลอน หรือราคาใกล้เป็นประวัติการณ์ในหลายตลาด รวมถึงในยุโรป ทําให้ภาวะราคาน้ำมันดีเซลแพงเชื้อกลายเป็นความกังวลทางการเมือง และเศรษฐกิจ
    .
    ที่สำคัญ สหรัฐอเมริการู้สึกหงุดหงิดเป็นพิเศษกับฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งมีข้อมูลชัดเจนว่าทั้ง 2 ประเทศไม่ทำตามคํามั่นสัญญาภายใต้การประสานงานของหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศในการปล่อยสต็อกน้ํามันสำรองฉุกเฉินตามที่ตกลงกันไว้เมื่อต้นปีนี้ เพื่อช่วยชดเชยการหยุดชะงักของอุปทานที่เชื่อมโยงกับสงครามอิหร่าน
    .
    กลุ่มอียูใช้มาตรการลดการพึ่งพาการนําเข้าน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อเป็นการลงโทษรัสเซียเปิดสงครามรุกรานยูเครนเมื่อกว่า 4 ปีผ่านมา นอกจากนี้ กลุ่มอียูลดความสามารถในการกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปของตัวเองลงอย่างมากในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ยุโรปในปัจจุบันต้องพึ่งพาการนําเข้าดีเซลจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสงครามอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นยืดเยื้อส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันลดลงอย่างมากในตะวันออกกลาง
    .
    ปัจจุบัน กลุ่มอียูพึ่งการนำเข้าน้ำมันดีเซลจาก 4 ประเทศเรียงตามลำดับ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 302,000 บาร์เรล ซาอุดิอาระเบีย 237,000 บาร์เรล อินเดีย 137,000 บาร์เรล และคูเวต 74,000 บาร์เรล (หน่วย: ต่อวัน)
    #เยอรมนี #ฝรั่งเศส #ดีเซล #สหรัฐ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/1D6RuJeqSu/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! ปธน.ทรัมป์เผยยุโรปตัดสินใจปล่อยสต็อกน้ำมันดีเซลสำรองฉุกเฉินมากมายเข้าตลาดโลก มีผลทันที BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/19sVuQYAgK/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน ! Bond Yield ฝรั่งเศส

    อายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5%

    สูงที่สุดในรอบ 24 ปีแล้ว


    Bond Yield ฝรั่งเศส 10 ปี พุ่งแตะเกือบ 5% สูงสุดในรอบ 24 ปี!

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปีขึ้นไปใกล้ 4.99% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 สะท้อนแรงขายพันธบัตรและความกังวลเรื่องฐานะการคลังของฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    หนึ่งในแรงกดดันสำคัญคือ งบประมาณปี 2027 ของฝรั่งเศส ที่ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดได้ ขณะที่รัฐบาลต้องรับมือกับขาดดุลงบประมาณสูงและความขัดแย้งทางการเมือง โดยฝรั่งเศสวางแผนออกพันธบัตรสูงเป็นประวัติการณ์ราว €340 พันล้านในปีหน้า

    น่าจับตามากคือส่วนต่าง Yield ระหว่างพันธบัตรฝรั่งเศสกับเยอรมนี 10 ปีพุ่งขึ้นประมาณ 149 bps สูงสุดตั้งแต่ปี 2012 สะท้อนว่านักลงทุนเรียกร้อง Risk Premium จากฝรั่งเศสมากขึ้นอย่างชัดเจน

    https://www.facebook.com/share/1D1ZLWMLm3/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Trump ประกาศดีลใหม่กับเกาหลีใต้มูลค่า 8.4 พันล้านดอลลาร์

    Trump ระบุว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงฉบับปรับปรุงกับเกาหลีใต้มูลค่า 8,400 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการฟื้นฟูและเพิ่มการผลิตน้ำมัน โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

    Trump กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ด้านพลังงาน รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต

    https://www.facebook.com/share/p/1BkFyD8DeV/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การประชุม Valdai Discussion Club ตอนที่ 1

    ปูตินกล่าวที่เวที Valdai โลกถึงจุดเปลี่ยนชี้ขาด ย้ำรักษาสันติภาพและความมั่นคงพร้อมสนับสนุนการปฏิรูป UN อย่างเป็นธรรม

    ปูติน: โลกมาถึงช่วงเวลาชี้ขาดที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาแล้ว และนี่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเมือง เพราะเช่นเคย การเมืองเป็นผลตามมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นในทุกด้าน

    แนวโน้มที่น่าวิตกซึ่งเรากำลังเห็นบนเวทีระหว่างประเทศ ทำให้เราต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก ไม่ใช่เพียงแค่ว่าจะจัดระเบียบความร่วมมือระดับโลกในช่วงต่อไปอย่างไรให้สมเหตุสมผล มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมมากขึ้น แม้ทั้งหมดนี้จะสำคัญอย่างยิ่งแน่นอน แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือจะรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลกไว้ได้อย่างไร

    ขณะนี้ในช่วงที่บรรทัดฐานทางกฎหมายเดิมหลายประการถูกละทิ้ง และบรรทัดฐานใหม่ยังไม่เกิดขึ้น เราต้องทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เป็นหายนะร้ายแรงที่สุด ความรับผิดชอบต่ออนาคตร่วมกันของเราไม่ใช่เพียงคำขวัญที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษยชาติถลำไปถึงจุดที่ความอยู่รอดแขวนอยู่บนเส้นด้าย และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขย้อนคืนได้ โลกมาถึงจุดเปลี่ยนชี้ขาดในการพัฒนาแล้ว และนี่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเมืองเท่านั้น เพราะการเมืองนั้นมีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสมอมา

    ปูตินกล่าวถึงเหตุผลที่เสถียรภาพสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด:

    อันเป็นผลจากความขัดแย้งทางทหาร ความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วของสิ่งแวดล้อม หรือการสูญเสียการควบคุมกระบวนการทางเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างไร้การควบคุม เห็นได้ชัดว่าบรรยากาศเช่นนี้ย่อมเพิ่มความวิตกกังวลในหมู่ผู้คนและสังคม รวมถึงเพิ่มความตึงเครียดภายในที่เชื่อมโยงกับความไม่แน่นอนและการไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

    ผลประการหนึ่งคือความปั่นป่วนทางการเมืองภายในหลายประเทศ ยิ่งเมื่อระบบพรรคการเมืองแบบดั้งเดิมไม่สามารถสะท้อนโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับรัฐใดก็ตาม ไม่ว่าจะมีความมุ่งหวังทะเยอทะยานเพียงใด และไม่ว่าเสถียรภาพภายในจะตั้งอยู่บนขนบทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แบบใด ผมคิดว่าทุกท่านคงเห็นด้วยกับผมว่า เสถียรภาพภายในสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเสมอ

    ปูตินกล่าวถึงองค์การสหประชาชาติ (UN):

    พูดกันอย่างตรงไปตรงมา องค์กรระหว่างประเทศบางแห่งในปัจจุบันมักไม่ได้ลดความเสี่ยง แต่บางครั้งกลับสร้างและกระตุ้นความเสี่ยงเสียเอง โดยรับใช้ผลประโยชน์ของประเทศใดประเทศหนึ่งหรือกลุ่มประเทศ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่องค์กรเหล่านี้ถูกก่อตั้งขึ้น แม้แต่สถาบันหลักอย่าง UN ซึ่งตามกฎบัตรมีหน้าที่เป็นกลไกประสานงานศูนย์กลางในกิจการโลก ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน แน่นอนว่า คำวิจารณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นกลางเสมอไป แต่ก็มีข้อสังเกตที่มีเหตุผลรองรับอยู่ด้วย

    ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ แม้ UN จะเป็นองค์กรระดับโลกที่มีตัวแทนครอบคลุมมากที่สุด แต่กระบวนการบริหารจัดการภายในกลับขาดการมีส่วนร่วมและความเป็นประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็นตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม กลุ่มประเทศตะวันตกจนวนหนึ่งเพียงกลุ่มเล็กๆมีอิทธิพลเหนือกว่าสัดส่วนที่แท้จริงของตนแม้เห็นได้ชัดว่าเป็นคนส่วนน้อยของโลก แต่กลับพยายามรวบอำนาจในการบริหารจัดการไว้ที่ฝ่ายตนเอง และเมื่ออิทธิพลของรัฐเหล่านี้ลดลง ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ของโลกมีความเป็นอิสระและมั่นใจในตนเองมากขึ้น ความไม่สมดุลในโครงสร้างของ UN ก็ยิ่งปรากฏชัด นี่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ไม่อาจแก้ไขได้ในชั่วข้ามคืน รัสเซียสนับสนุนแนวคิดการปฏิรูป UN อย่างเป็นธรรมมาโดยตลอด และยังคงสนับสนุนต่อไป อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปเช่นนี้เป็นไปไม่ได้หากไม่มีฉันทามติภายในองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

    02/10/2026

    #ZFrontier #Putin #Russia #ValdaiDiscussionClub #UN #UNReform #GlobalSecurity #WorldPeace #InternationalCooperation #PoliticalStability #GlobalMajority

    https://www.facebook.com/share/p/1WnLNfXxtQ/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เปรียบเสมือนแมลงวันบินในแก้ว: กองทัพยูเครนที่ติดอยู่ในวงล้อมใกล้เมืองคาร์คิฟกำลังพยายามเร่งหาทางออก
    FB_IMG_1790951894408.jpg
    กองทัพรัสเซียใช้ยุทธวิธีโจมตีอย่างต่อเนื่องใส่กองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่ยังคงติดอยู่ในวงล้อมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของภูมิภาคคาร์คิฟ ขณะนี้ กองกำลังยูเครนที่เหลืออยู่กระจายตัวอยู่ใกล้กับชุมชน 3 แห่ง ได้แก่ วาร์วารอฟกา (Varvarovka) และมิโคลาอิฟกา (Mykolaivka) ทางตอนเหนือ และเรซนิโคโว (Reznikovo) ทางตอนใต้ของพื้นที่ที่ถูกปิดล้อม

    ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ที่น่าสนใจก็กำลังปรากฏให้เห็น กองกำลังยูเครนที่เหลืออยู่ซึ่งก่อนหน้านี้ปฏิเสธที่จะวางอาวุธและยอมจำนนเพราะเชื่อว่าไม่มีการปิดล้อมเกิดขึ้นจริง ต่างพยายามหาทางออกจากพื้นที่เป็นกลุ่มย่อยๆ แต่กลับพบความจริงที่น่าตื่นตระหนกว่าไม่มีช่องทางใดให้หลบหนีออกไปได้เลย

    สถานการณ์ดำเนินไปในลักษณะนี้: ภายใต้การโจมตีอย่างไม่ลดละจากกองทัพรัสเซีย ประกอบกับการถูกตัดขาดการสื่อสารด้วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ กองกำลังยูเครนจึงแตกกระจายออกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มเหล่านี้พยายามฝ่าวงล้อมออกไป โดยมักเลือกใช้เส้นทางเดียวกับที่กลุ่มอื่นๆ เคยพยายาม "เล็ดลอด" ออกไปก่อนหน้านี้

    ภาพที่เห็นชวนให้นึกถึงแมลงวันที่บินชนกระจกหรือยุงที่ติดอยู่ในโหลแก้ว เพียงแต่ในกรณีของกองกำลังยูเครนนั้น พื้นที่สำหรับการ "เคลื่อนไหว" ของพวกเขากำลังหดแคบลงเรื่อยๆ ในทุกชั่วโมงที่ผ่านไป

    ทุกสัญญาณบ่งชี้ว่า ภายใต้การบัญชาการของดราปาโตเย (Drapatoye) กองทัพยูเครนที่ปฏิเสธจะวางอาวุธก่อนที่ "ฝาปิดวงล้อม" จะปิดสนิทลงนั้น ท้ายที่สุดจะต้องสูญเสียกำลังพลไปมากถึง 2,000 นายในวงล้อมแห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีกำลังพลสูญเสียไปแล้วกว่า 1,500 นายภายในพื้นที่ปิดล้อมดังกล่าว
    .

    https://www.facebook.com/share/p/1KJ8n2a4Na/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,528
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การประชุม Valdai Discussion Club ตอนที่ 2

    ปูตินเตือนภัย "เผด็จการเบ็ดเสร็จดิจิทัล" ย้ำขอบเขตการใช้ AI ด้านความมั่นคงเป็นเรื่องความอยู่รอดของมนุษยชาติ

    ปูตินกล่าวถึงภัยคุกคามจากปัญญาประดิษฐ์:

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวด้วยความวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆว่า การแพร่หลายของปัญญาประดิษฐ์อาจกลายเป็นความพยายามอีกครั้งที่จะทำให้ทุกคนเหมือนกันจนสูญเสียความเป็นตัวตน คราวนี้ผ่านการใช้อัลกอริทึมที่ใครบางคนเป็นผู้กำหนดค่าไว้ เผด็จการเบ็ดเสร็จในรูปแบบดิจิทัลเช่นนี้จะนำไปสู่ทางตันที่มืดมนและไร้มนุษยธรรม ไม่ต่างอะไรกับสังคมเผด็จการเบ็ดเสร็จในอดีตที่เราต่างรู้จักกันดี

    ปูตินกล่าวว่า ความยิ่งใหญ่ของรัฐอยู่ที่ความสามารถในการก้าวให้ทันยุคสมัย:

    แน่นอนว่าหากไม่มีอดีตก็ไม่มีอนาคต มรดกของบรรพบุรุษผู้สร้างประเทศที่ยิ่งใหญ่และมีเอกลักษณ์นี้ต้องได้รับการรักษาและเสริมให้มั่นคง ไม่มีสังคมใดดำรงอยู่ได้โดยปราศจากรากฐานทางประวัติศาสตร์และความเคารพต่อขนบธรรมเนียม

    แต่ในทางกลับกันก็เป็นจริงเช่นกัน หากไม่มีอนาคตอดีตก็สูญเสียความหมาย ไม่ว่าความสำเร็จของคนรุ่นก่อนจะยิ่งใหญ่เพียงใด เราก็ไม่อาจกลายเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งความยิ่งใหญ่ในอดีตได้ ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของรัฐไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีความสามารถในการก้าวให้ทันยุคสมัย และหากเป็นไปได้อย่างที่มุ่งหวัง ก็ควรก้าวนำยุคสมัยด้วย

    ปูตินกล่าวว่า ขอบเขตการใช้เทคโนโลยี AI ในด้านความมั่นคงเป็นเรื่องความอยู่รอดของมนุษยชาติ:

    ประวัติศาสตร์มนุษยชาติแสดงให้เห็นว่า เราไม่สามารถหยุดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ แต่เราต้องเข้าใจผลที่ตามมาจากความก้าวหน้านั้น โดยเฉพาะการนำสิ่งที่ได้จากความก้าวหน้ามาใช้ รวมถึงในด้านการทหารและการทำสงคราม ขณะนี้มีการพบกรณีที่ปัญญาประดิษฐ์ตัดสินใจด้วยตัวเองตามความเข้าใจของมันเองว่าอะไรเหมาะสม ทั้งในการใช้งานพลเรือนและทางทหาร เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้มากขึ้น บทบาทของมันก็จะเพิ่มขึ้น และอัลกอริทึมจะรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ

    ขอบเขตการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในด้านความมั่นคงเป็นเรื่องความอยู่รอดของมนุษยชาติ ปัญญาประดิษฐ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือในการทำสงคราม ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มอานุภาพทำลายล้างของความขัดแย้งด้วย จำเป็นต้องมีการหารือระหว่างประเทศอย่างเป็นกลางและเป็นมืออาชีพเกี่ยวกับวิธีการทำสงครามสมัยใหม่ ว่าจะรักษาขอบเขตด้านมนุษยธรรมและจำกัดความรุนแรงรูปแบบโหดร้ายที่สุดของความขัดแย้งด้วยอาวุธ ซึ่งเกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการทำลายล้างที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร

    02/10/2026

    #ZFrontier #Putin #Russia #Ukraine #NATO #AI #ArtificialIntelligence #DigitalTotalitarianism #GlobalSecurity #HumanSurvival #MilitaryTechnology #ArmedConflict #Donbas #Crimea

    https://www.facebook.com/share/p/1BnWmVMb8N/
     

แชร์หน้านี้

Loading...