เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 20 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,466
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,466
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Hampton by Hilton เมืองยุ่นเฉิง มณฑลส่านซี อยู่ที่ ๑๑ องศาเซลเซียส

    เมื่อวานนี้ทางเอ็นซีทัวร์นัดพวกเราพบกันที่ประตู ๖ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เวลาบ่าย ๓ โมง กระผม/อาตมภาพได้รับความเมตตาจากดร.ดอย (นายภาณุพงศ์ วังประภา) และทิดเฟิร์ส (นายบัณฑิต เอี่ยมตระกูล) ช่วยกันเรียกแกร็บแท็กซี่ให้ไปส่ง

    ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนรถกลางคันเสียด้วย ไปถึงแค่ก่อน ๒ นาทีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นวันอาทิตย์แล้ว รถที่ไปยังสนามบินก็ยังมากมายอยู่เหมือนเดิม ไปถึงก็เจอท่านปิง (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อนร่วมเดินทางในครั้งนี้ไปรออยู่ก่อนแล้ว

    โดยมีคุณนวลจันทร์ เพียรธรรม ประธานคณะกรรมการบริษัทเอ็นซีทัวร์ อุตส่าห์มาส่งให้เดินทางและร่วมถวายค่าเดินทางในครั้งนี้ด้วย โดยญาติโยมทั้งหลายส่วนมากก็มาถึงกันแล้วเกือบทั้งสิ้น คุณนวลจันทร์ปรารภว่า "ไปกับคณะของหลวงพ่อแล้วสบายใจ เพราะว่าตรงเวลามาก นัดบ่าย ๓ โมง แค่บ่ายโมงตรงก็มาถึงกันแล้ว"

    เมื่อทักทายและรับการทำบุญจากคณะแล้วก็รอเวลา จนกระทั่งคุณหนึ่ง (นางสาวณิชชารีย์ จั่นแก้ว) กรรมการบริษัทเอ็นซีทัวร์ มานิมนต์บอกว่าถึงคิวของเราแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อไปเช็คอิน ทางเคาน์เตอร์ให้ไปเช็คอินที่ช่อง Business Class โดยที่คนอื่น ๆ ไปเช็คอินทางช่องปกติ ทั้งที่ไม่ได้มีที่นั่งชั้น Business Class เหลือให้เลย เนื่องเพราะว่าต้องการอาศัยสิทธิ์ไปเข้าทางช่อง Fast Track เท่านั้น

    เมื่อได้ตั๋วมาแล้ว พวกเราทั้งหมดก็เตรียมตัวที่จะผ่านเครื่องเอ็กซเรย์และการตรวจคนเข้าเมือง โดยที่คุณนวลจันทร์นำกระผม/อาตมภาพและท่านปิงไปทางช่อง Fast Track แล้วก็เหมือนเดิม คือว่าไม่ค่อยจะได้ Fast กับใคร โดยมีคุณหนึ่ง (นายบัญชา เซ็นภักดี) เป็นผู้ติดตามได้แค่คนเดียว คนอื่น ๆ ต้องไปเข้าทางช่องปกติ

    เมื่อผ่านการเอ็กซเรย์และตรวจคนเข้าเมืองแล้ว พวกเราก็เดินไปรออยู่ที่ประตูขึ้นเครื่อง D3 ด้วยเหตุที่ว่ามากันเร็ว และมีการแจ้งว่าเครื่องจากเมืองจีนจะดีเลย์ ๒๐ นาที พวกเราจึงนั่งรอกันเป็นชั่วโมง แต่ก็เป็นเรื่องดีที่กระผม/อาตมภาพสามารถส่งบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน และส่งงานทางไลน์ต่าง ๆ จนเสร็จสิ้นเรียบร้อย ประตูขึ้นเครื่องจึงเปิดให้ลงไปทางด้านล่าง เพื่อรอขึ้นเครื่องได้ โดยที่ด้านล่างนี้เย็นกว่าด้านบนตั้งเยอะ..!

    เมื่อได้เวลา ทางเจ้าหน้าที่ก็นิมนต์พระให้ขึ้นเครื่องก่อน พอขึ้นไปปรากฏว่าเจ้าหน้าที่บนเครื่องทุกคนไม่มีใครพูดภาษาไทยได้เลยแม้แต่คนเดียว นอกจากใช้ภาษาจีนและภาษาอังกฤษในการสื่อสาร กระผม/อาตมภาพขึ้นเครื่องได้ก็นั่งรอ จนกระทั่งน้องการ์ตูน (นางสาวศรัณย์พร บุรินทรโกษฐ์ ) ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าคณะในครั้งนี้มาถึง ถามว่าจะถ่ายรูปไว้หรือไม่ ? กระผม/อาตมภาพจึงส่งกล้องมือถือให้ เมื่อน้องการ์ตูนถ่ายรูปให้เรียบร้อยแล้ว ก็ไปดูแลที่นั่งให้กับทุกคนในคณะ
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,466
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    เมื่อเครื่องเริ่มขยับออกจากที่ กระผม/อาตมภาพก็เข้าสมาธิ ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลที่กระทำมาตั้งแต่ต้น ให้แก่เจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายตลอดเส้นทาง ซึ่งรักษาตั้งแต่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ไปจนถึงท่าอากาศนานาชาติยุ่นเฉิง ประเทศจีน ให้ทุกท่านโมทนาส่วนกุศล และร่วมกันดูแลความปลอดภัยให้กับคณะของเราด้วย

    หลังจากนั้นก็ตั้งใจคุยกับหลวงปู่ไห่ทง ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีมาจนมีฉัพพรรณรังสี ๒ สีแล้ว ก็คือสีเหลืองกับสีเขียว ด้วยความที่กระผม/อาตมภาพเคยเดินสายพระโพธิสัตว์มาระยะหนึ่ง จึงถือว่าเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อถึงเวลาเดินทางมาเมืองจีน ท่านก็มักจะคอยดูแลอยู่เสมอ ถามท่านสารพัดเรื่องโดยเฉพาะภาวะสงคราม หลวงปู่ท่านก็หัวเราะ ประมาณว่ารู้อยู่แล้วยังจะถามอีก..!

    เมื่อคลายสมาธิออกมา ปรากฏว่าใกล้จะถึงท่าอากาศยานนานาชาติยุ่นเฉิง มณฑลส่านซีแล้ว กระผม/อาตมภาพจึงรีบไปเข้าห้องน้ำ แล้วกลับมายังที่นั่งของตนเอง อากาศทางด้านประเทศจีนช่วงนี้ยังแปรปรวนอยู่มาก เพราะว่ายังเย็นจัดทีเดียว

    เครื่องของเรามาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติยุ่นเฉิง เวลาขาดอีกไม่กี่นาทีก็จะเที่ยงคืนของประเทศจีน ซึ่งถ้าเป็นเมืองไทยก็คือ ๕ ทุ่ม พวกเราเองต้องรอความพร้อมของคณะ โดยเฉพาะการผ่าน ตม.ของประเทศจีนค่อนข้างจะนานมาก เนื่องจากว่าเครื่องสแกนที่ท่าอากาศยานนานาชาติยุ่นเฉิงแห่งนี้ค่อนข้างจะ "เหล่เก๊" ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดจากความเก่าหรืออย่างไร ? แค่กระผม/อาตมภาพคนเดียวก็ใช้เวลาไปแล้วครึ่งชั่วโมง ทำเอาทุกคนที่อยู่ช่องอื่นผ่านเข้ามา แล้วก็รับกระเป๋ากันเกือบจะเรียบร้อยแล้ว..!

    ครั้นได้กระเป๋ามาครบถ้วนทุกคน น้องการ์ตูนก็พาเดินออกมา แล้วก็ต้องผ่านการเอ็กซเรย์กระเป๋าทุกใบอีกรอบหนึ่ง งานของ ตม.ประเทศจีน หรือเจ้าหน้าที่สนามบินค่อนข้างจะเข้มงวด ไม่ใช่ว่าคุณผ่านเอ็กซเรย์มาจากต้นทางแล้วก็จะผ่านได้เลย ก็ถือว่าเพื่อความปลอดภัยของเขา เราก็ต้องยอมทำตาม

    เมื่อออกมาทางด้านนอก ปรากฏว่ามัคคุกเทศก์ท้องถิ่น ซึ่งแจ้งชื่อว่า "อรุณ" เคยเป็นนักเรียนเก่าสันติราษฎร์บำรุงมา ๑ ปี ทำหน้าที่ในการต้อนรับพวกเรา พาเดินฝ่าอากาศ ๑๔ องศาเซลเซียสไปขึ้นรถบัส แล้วก็แนะนำตัวตลอดจนกระทั่งเตรียมการวันพรุ่งนี้ เพราะว่าเรามาดึก จึงขอให้ตื่นในเวลา ๗ โมงเช้า ลงไปรับประทานอาหาร ๘ โมงเช้า แล้วเดินทางตอน ๙ โมงเช้า ซึ่งถือว่าล่าช้ากว่ากำหนดการ เพื่อชดเชยการนอนให้กับพวกเราทุกคน

    เมื่อมาถึงโรงแรม Hampton by Hilton พวกเราก็รับเอาคีย์การ์ด ซึ่งเป็นคียการ์ดเฉพาะชั้นของใครของมัน ก็คือสามารถขึ้นได้เฉพาะชั้นของตนเอง และลงไปยังห้องอาหารหรือล็อบบี้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะไปยังชั้นอื่นได้ กระผม/อาตมภาพกับท่านปิงพักอยู่ที่ชั้น ๗ ด้วยกัน ขณะที่คนอื่น ๆ พักอยู่ที่ชั้น ๘ เมื่อมาถึงแล้วก็ได้เข้าไปในห้อง ตัดสินใจว่าอากาศเย็นขนาดนี้คงจะต้อง "ซักแห้ง" เสียแล้ว ได้แต่นอนภาวนาส่งใจไปกราบพระ และขอบพระคุณเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายที่ช่วยดูแลตลอดเส้นทาง แล้วภาวนาจนหลับไป
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,466
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมาในเวลาประมาณตี ๒ กว่าของเมืองจีน รู้สึกว่าเป็นเวลาตื่นของตนเองแล้ว ก็ได้เข้าไปในเว็บไซต์วัดท่าขนุน ทำการตรวจแก้บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน แล้วก็ทำการสรงน้ำสรงท่า แต่งเนื้อแต่งตัวจนเรียบร้อย ไม่รอเวลาให้เขาปลุก ก็ลงไปยังห้องอาหาร ซึ่งบอกว่าจะเปิดตอน ๖ โมงครึ่ง เพื่อที่จะรับประทานอาหารก่อน จะได้มีเวลาพักมากกว่าเดิม

    ลงไปถึงห้องอาหารประมาณ ๐๖.๑๐ น. เจ้าหน้าที่โผล่หน้ามาบอกว่า "ชีเตี่ยมจุง" เป็นอันว่าจบกันแค่นี้ ก็คือนัด ๖ โมงครึ่ง แต่ว่าความจริงก็คือต้องมา ๗ โมงนั่นเอง กระผม/อาตมภาพจึงเดินถ่ายรูปบริเวณด้านนอก ซึ่งตอนนี้อากาศลดลงไปเป็น ๑๐ องศาเซลเซียสแบบหน้าตาเฉย..!

    จนกระทั่งได้รูปเป็นที่พอใจแล้วก็ย้อนกลับขึ้นมาที่ห้องพักของตนเอง เข้าห้องน้ำเรียบร้อยแล้วย้อนลงไปอีกทีตอน ๐๖.๕๐ น. ปรากฏว่าคณะญาติโยมที่มาถึงก่อน กำลังมะรุมมะตุ้มกันอยู่เต็มห้องอาหาร กระผม/อาตมภาพส่งคีย์การ์ดให้ทางโรงแรมลงทะเบียน แล้วไปตักอาหารมาตามใจตนเอง ฉันจนเสร็จแล้ว ท่านปิงเพิ่งจะลงมาถึง

    เมื่ออิ่มแล้วจึงขึ้นไปภาวนา ส่งใจอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรดาเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย จนกระทั่งประมาณ ๘ โมงครึ่งก็หอบกระเป๋าลงมาข้างล่าง ส่งคีย์การ์ดคืนเขา ญาติโยมเห็นหน้าก็แห่กันเข้ามาทำบุญช่วงเช้าทันที เห็นมีคณะคนไทยบ้าง คนจีนบ้างหลายคณะด้วยกัน แต่ว่าพวกเขานั้นไปรถตู้ ดูคล่องตัวมาก ไม่เหมือนกับรถบัสของเราซึ่งไม่มีที่จอด และเมื่อมาจอดรับก็จอดได้ไม่นาน จึงต้องรอจนกระทั่งเวลาเกือบ ๙ โมง เหลือไม่กี่นาที ทางด้าน "คุณอรุณ" จึงได้นิมนต์ขึ้นรถ

    พวกเราวิ่งตรงไปยังเมืองยุ่นเฉิง ซึ่งความจริงก็คือเมืองนี้นั่นแหละ แต่ว่าเป็นส่วนของบ้านเกิดของ "ท่านกวนอู" ซึ่งท่านกวนอูนั้นมีชื่อรองว่า "หยุนฉาง" ก็คือเมฆยั่งยืน เมืองนี้ก็เลยเป็นเมืองยุ่นเฉิง ก็คือ เมืองเมฆาหรือเมืองเมฆนั่นเอง รถคันนี้ไม่สามารถที่จะถ่ายรูปในระหว่างทางได้ เนื่องเพราะว่าที่นั่งนั้นอยู่สูง และกระจกด้านหน้าก็ติดม่านบังแดดอีกต่างหาก..!

    จนประมาณ ๐๙.๒๐ น. พวกเราจึงมาถึงบริเวณบ้านเกิดของท่านกวนอู ซึ่งดูแล้วยังมีลักษณะเหลือเป็นกำแพงเมืองสูงตระหง่านอยู่ส่วนหนึ่ง พวกเราเดินเข้าไปจนถึงด้านในก็ถ่ายรูปหมู่กันก่อน ระหว่างนั้นก็รอมัคคุเทศก์ของเราซื้อตั๋ว พักใหญ่มัคคุเทศก์ก็เอาพาสปอร์ตมาคืนให้กระผม/อาตมภาพและญาติโยมอีกรวม ๕ คน บอกว่าอายุเกิน ๖๐ ปีแล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าเข้าดู ทำเอากระผม/อาตมภาพเพิ่งเห็นประโยชน์ของความเป็นคนแก่ในวันนี้เอง..!

    พวกเราเดินเข้าไปทางด้านใน ดูไปทีละอาคาร ทีละศาลา จนกระทั่งมาถึงด้านในที่เป็นบริเวณ น่าจะเป็นที่ทำการของในสมัยนั้น มีการตั้งกระถางธูปขนาดมหึมา มีหัววัว หัวแพะ หัวหมู ที่เป็นของปลอมทำเอาไว้ด้วย พวกเราเข้าไปถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย กระผม/อาตมภาพเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บริเวณหัวเสาบ้าง โคนเสาบ้าง รูปสัตว์ประดับบ้าง ที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไปจนหมด เมื่อเข้าห้องน้ำแล้วก็เดินลึกเข้าไปข้างในทีละช่วง เขาดูแลความสะอาดได้ดีมาก ๆ
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,466
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    จนกระทั่งได้รูปถ่ายครบถ้วนตามต้องการแล้ว ทางด้าน "คุณอรุณ" ก็พาเดินเข้าไปทางด้านหลัง บอกว่าเป็นบ้านพักของท่านกวนอูในสมัยนั้น เมื่อมาถึงบ้านพัก ปรากฏว่าเราสามารถที่จะถ่ายรูปได้เฉพาะชั้นล่าง ถ้าขึ้นชั้นบนจะต้องจ่ายค่าเข้าดูเสียก่อน "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) จึงทำการสแกน Alipay จ่ายให้กระผม/อาตมภาพ ท่านปิง และตนเองคนละ ๓๐ หยวน ได้รับถุงที่ระลึกมา ซึ่งภายในมีเทียนไฟฟ้าสำหรับบูชาท่านกวนอู ๑ ต้น แล้วก็มีไฟฉายสำหรับส่องทางขึ้นข้างบน เนื่องเพราะว่าเป็นทางเดินขึ้นที่มืดมาก

    เมื่อขึ้นไปถึงข้างใน กระผม/อาตมภาพก็แกะเอาเทียนไฟฟ้าออกมาเปิด แล้วก็ถวายให้กับท่านกวนอู ซึ่งมีรูปปั้นตอนหนุ่มอยู่ในนั้น ด้านข้างก็ยังมีสิ่งต่าง ๆ ที่น่าสนใจ อย่างเช่นว่าการเข้าไม้ต่าง ๆ ซึ่งดูแล้วแน่นหนามาก ตลอดจนกระทั่งมีการทำไม้ลักษณะเหมือนกับ "ดาวเพดาน" แต่ว่าเป็นสารพัดแฉกไม้ลงมา ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าไม้ที่อายุนานขนาดนี้แล้วยังสามารถอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนี้..!

    พวกเราเดินดูเดินวนถ่ายรูปกันข้างในจนกระทั่งกลับลงมาข้างล่าง มาถ่ายรูปหมู่บริเวณหน้าบ้านของท่านกวนอู เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าต้นสนสองต้นนั้น เมื่อยอดโน้มติดกันแล้ว ลักษณะเหมือนมังกรกำลังดั้นเมฆ ด้านข้างก็มีต้นไม้อีกต้นหนึ่ง เหมือนกับหัวหงส์อย่างชัดเจนเลย จึงได้ถ่ายรูปกันตรงนี้อีกรอบหนึ่ง แล้วก็เดินกลับออกไปทางด้านนอก

    ครั้นมาถึงทางด้านนอก ซึ่งเป็นประตูใหญ่ ลักษณะเหมือนกับกำแพงเมือง ปรากฏว่าคนในคณะก็คือ "แม่เป๊ะ" หายไป แม่เป๊ะหรือว่าคุณปัทมานั้นไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ไม่ทราบว่าพลัดหลงไปไหน ส่งข้อความเสียงเข้ามาบอกว่า อยู่ตรงบริเวณที่ไหว้เจ้าพ่อกวนอูกันครั้งแรก พวกเราก็คาดว่าน่าจะเป็นตรงกระถางธูป คุณอรุณและน้องการ์ตูนวนเข้าไปหาแต่ก็ไม่เจอ บอกให้อีกฝ่ายแชร์โลเคชั่นก็หายเงียบไปเฉย ๆ

    จนกระทั่งอีกสักพักหนึ่งก็ส่งเสียงยืนยันมาว่า "อยู่บริเวณที่ไหว้พระครั้งแรก..!" กระผม/อาตมภาพอาสาเดินเข้าไปหาก็ไม่เจออีก จนวนออกมาถึงด้านนอก "คุณอรุณ" เดินย้อนกลับเข้าไปดู แล้วก็บอกว่าไม่เจอเหมือนกัน..!

    กระผม/อาตมภาพบอกว่าถ่ายรูปด้านในส่งมาให้หน่อย ก็เงียบหายไปเฉย ๆ เมื่อเห็นว่าไม่ได้ความแน่ จึงเดินวนเข้าไปดูอีกที ทะลุไปจนกระทั่งถึงทางด้านหลังที่เป็นบ้านของท่านกวนอูก็ไม่เจอ น้องการ์ตูนส่งข้อความมาบอกว่า "คุณรัตนศักดิ์" เจอแล้ว กำลังพาออกมา พวกเราเดินออกมาจนถึงด้านนอก รออยู่พักใหญ่ "แม่เป๊ะ" ก็โผล่ออกมา บอกว่าถ่ายรูปส่งออกทางกลุ่มไลน์ไม่เป็น ขณะเดียวกันก็แชร์โลเคชั่นไม่เป็น กระผม/อาตมภาพหัวเราะจนปวดท้อง เนื่องเพราะว่าการบันทึกเสียงแล้วส่งเข้ากลุ่มไลน์ยากเสียกว่าอีก แต่กลับทำได้..!

    พวกเราเดินต่อออกมาทางด้านนอก วนไปยังร้านอาหารที่ได้จองไว้ ซึ่งอยู่ไม่ไกล เข้าไปถึงเขาจัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว กระผม/อาตมภาพและท่านปิงนั่งลง ให้ผู้ชายมานั่งคั่นทางด้านข้าง เมื่ออาหารมาถึงก็จัดการคีบใส่ชามตนเองก่อน แล้วก็ปล่อยให้คนอื่นกินกันต่อตามอัธยาศัย

    อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเราเดินกันเป็นชั่วโมง แล้วก็ยังต้องเดินหา "แม่เป๊ะ" อีกต่างหาก ก็เลยทำให้ทุกคนเจริญอาหารกันเป็นพิเศษ กวาดทุกอย่างเสียจนกระทั่งเรียบ มีห้องน้ำอยู่ภายในห้องอาหารนี้ด้วย เป็นห้องน้ำลักษณะส่วนตัว สะอาดดีมาก จึงเข้าห้องน้ำกันแล้วเดินออกมาขึ้นรถ เราต้องวิ่งไปยัง "เมืองผิงเหยา" ซึ่งอยู่ห่างออกไป ๔ ชั่วโมง ในเมื่อไม่สามารถที่จะถ่ายรูปได้ กระผม/อาตมภาพก็หลับตาภาวนา ส่งกำลังใจไปให้บรรดาเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,466
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,141
    ค่าพลัง:
    +26,937
    จนกระทั่งเสียง "คุณอรุณ" บอกว่าได้เวลาลงเข้าห้องน้ำแล้ว ปรากฏว่าพวกเราวิ่งมาประมาณ ๒ ชั่วโมง ตามกฎหมายของเมืองจีน ต้องให้คนขับพักอย่างน้อย ๒๐ นาที ห้องน้ำที่นี่หรูหราหมาเห่าสุด ๆ..! มีรูปการออกกำลังกายตามผนังทางเข้า ที่เขาทำไว้ลักษณะการรำมวยจีนอีกด้วย

    ต้องบอกว่านโยบายของรัฐบาลจีนสุดยอดมาก ที่จะอนุญาตให้ตั้งร้านสรรพสินค้าและร้านอาหารลักษณะจุดพักรถ ก็ต่อเมื่อคุณต้องสร้างห้องน้ำให้มีจำนวนมากพอเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แถมที่นี่ยังมีของแพงประเภทพวกหยกขายอีกต่างหาก แต่ราคาแพงเหลือใจ บางชิ้นถึงขนาดเป็นร้อยล้านหยวนก็มี..! กระผม/อาตมภาพจึงได้แต่ "ซื้อด้วยกล้อง" ตามระเบียบ แล้วก็กลับขึ้นรถ

    วิ่งต่อไปอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง ๔๐ นาที ก็มาถึง "วัดซวงหลินซื่อ" เมืองผิงเหยา พวกเรามาถึงก็เข้าห้องน้ำในวัดก่อน ถ่ายรูปหมู่แล้วเข้าไปดูทางด้านใน อาคารแต่ละหลังนั้นมีรูปไม้แกะสลักลงสีขนาดใหญ่สวยงามมาก ๆ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นของใหม่ก็คงจะดูเว่อร์วังอลังการสุด ๆ ฝีมือในระดับช่างหลวงทั้งนั้น..! จึงเดินเข้าไปดูทีละหลัง ทีละวิหาร ซึ่งจะมีวิหารกลาง วิหารซ้ายขวา เข้าไปส่วนใหญ่ก็จะเป็นรูปพระสังกัจจายน์ รูปเจ้าแม่กวนอิม รูปพระโพธิสัตว์ต่าง ๆ ที่สำคัญก็คือมีรูป ๑๘ พระอรหันต์ของจีนอีกด้วย

    โดยเฉพาะรูปพระอรหันต์อุ่ยท้อของเขา ซึ่งทางไทยเชื่อว่าเป็นพระองคุลิมาลเถระ แต่ทางด้านนี้บอกว่าเป็นขันธกุมารหรือพระสกัณฑกุมาร แกะสลักได้เหมือนจริงเหมือนจังจนต้องย้อนกลับมาถ่ายรูปใหม่

    ต้นไม้ข้างในก็น่าสนใจมาก มี "ต้นชิวสู่" หรือว่าต้นไม้ฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งออกดอกสะพรั่งไปทั้งต้น ต้นเล็ก ๆ แค่ประมาณหน้าแข้ง อายุก็ ๑๒๐ ปีไปแล้ว..! ยังมีบรรดา "ต้นหลงจั๋วสู่" หรือว่าต้นกรงเล็บมังกร "ต้นไหวสู่" หรือว่าต้นไหวโบราณ ซึ่งน่าจะมีอายุหลายร้อยปีอีกด้วย

    พวกเราเดินถ่ายรูปกันแบบไม่รู้จักเบื่อ จนกระทั่งครบที่วิหารสุดท้ายซึ่งเป็นเจ้าแม่กวนอิมพันมือ ทางเอ็นซีทัวร์ก็ปล่อยให้มีเวลาถ่ายรูปตามอัธยาศัยประมาณ ๒๐ นาที พวกเราจึงขึ้นไปยังกำแพงวัด ที่มีลักษณะเป็นกำแพงเมือง ถ่ายรูปกันตามอัธยาศัยแล้วกลับมาขึ้นรถ

    ทางเอ็นซีทัวร์พาพวกเราวิ่งไปยังภัตตาคาร เพื่อให้คณะญาติโยมทั้งหลายได้รับประทานอาหารเย็นกันก่อน ส่วนตัวกระผม/อาตมภาพและ "ท่านปิง" ได้น้ำชากาใหญ่ ฉันน้ำชาแล้วเข้าห้องน้ำกัน นั่งส่งงานกันจนครบ แล้วก็มาขึ้นรถ รอทุกคนมาครบแล้ว วิ่งอีกไม่กี่นาทีก็มาถึงโรงแรม Hampton by Hilton เมืองผิงเหยา กระผม/อาตมภาพเข้าสู่ห้องพักแล้ว ก็รีบบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนให้กับพวกเรา หลังจากนั้นจะไป "ลอกคราบ" ตัวเอง แล้วก็รีบพักผ่อน เพราะว่าพรุ่งนี้เขานัดกันที่ตัวเลข ๖ - ๗ - ๘

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...