เสียงธรรม จิตประภัสสรคือจิตอวิชชา / หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ในห้อง 'ธรรมเทศนาทั่วไป' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 4 กรกฎาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    จิตประภัสสรคือจิตอวิชชา :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 ก.พ. 2569

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    Feb 14, 2026

    "เราเดินในสติปัฏฐาน 4 เข้ามาเป็นลำดับๆ มา เราจะค่อยๆ สังเกตเห็นกุศลหรืออกุศล สุข หรือทุกข์ กุศลอกุศลเสมอกัน เป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน จิตก็ไม่สนใจแล้ว จิตวาง จิตจะทวนกระแสเข้ามาที่จิต เมื่อจิตทวนกระแสเข้ามาที่จิตแล้ว ตรงนี้เป็นจุดที่หลวงปู่ดูลย์บอกว่า นักปฏิบัติเกือบทั้งหมดมาตายอยู่ตรงนี้ มาตายอยู่ที่จิตประภัสสรนี้ล่ะ พอจิตเราสว่างผ่องใส เราก็ปลื้มอกปลื้มใจ โอ้ จิตเราดีแล้ว จิตเราไม่มีกิเลสแล้ว มันอยู่ได้ชั่วคราวเดี๋ยวมันก็เสื่อม หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนหลวงพ่อ จิตประภัสสรครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่าจิตผู้รู้ หลวงตามหาบัวท่านบอกว่า จิตผู้รู้หรือจิตประภัสสรนี่ล่ะคือจิตอวิชชา ยังไม่จบๆ แล้วบอกเกือบทั้งหมดของนักปฏิบัติมาตายอยู่ตรงจิตอวิชชา หรือจิตประภัสสร หรือจิตผู้รู้นี่ล่ะ มีหลายชื่อแต่ตัวเดียวกัน"
    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย
    15 กุมภาพันธ์ 2569
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    จิตหยั่งลงในภพ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 ก.พ. 2569

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    Feb 22, 2026
    "เราจะฝึกให้จิตตั้งมั่น ไม่ใช่ไปบังคับจิตให้ตั้งมั่น แต่มีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น คือจิตที่หยั่งลงไปตรงโน้นหยั่งลงไปตรงนี้ หยั่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั่นล่ะ ไม่มีที่อื่นหรอก ถ้าเราเห็นบ่อยๆ จิตเราจะตั้งมั่นมีกำลังขึ้นมา ฉะนั้นสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำให้สัมมาญาณะบริบูรณ์ สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา มีสมาธิแล้วก็ต้องไปเดินปัญญา จะเห็นความจริงคือเห็นไตรลักษณ์ตรงนี้"

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    2 กุมภาพันธ์ 2569
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    อยู่กับวิหารธรรม :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 ก.พ. 2569

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    Feb 23, 2026
    "สติปัฏฐานในเบื้องต้น ถ้าทำถูกมีวิหารธรรมไป แล้วก็คอยรู้เนื้อรู้ตัวไป ไม่ได้ฝึกเอาอย่างอื่นเลย ไม่ได้ฝึกเอาฤทธิ์เอาเดช แต่ฝึกเพื่อจะพัฒนาจิตใจตัวเอง ให้พ้นจากอำนาจของกิเลส ในสติปัฏฐานบอกตัวแรกเลยมีวิหารธรรม ตัวที่สอง อาตาปี อาตาปีคือแผดเผากิเลสให้เร่าร้อน ไม่ใช่สนองกิเลส อยากสงบนี้สนองกิเลสแล้ว แต่ถ้าจิตอยากสงบ เรารู้ทันว่าตอนนี้อยากสงบแล้ว กิเลสเร่าร้อนแล้ว ความอยากอยู่ไม่ได้ ความอยากดับไปเลย จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ไม่หลงตามกิเลส มีความรู้เนื้อรู้ตัวเกิดขึ้น มีสัมปชัญญะเกิดขึ้น ถัดจากนั้น สติระลึกรู้อะไรลงไปก็จะเห็นจิตไปรู้อันนี้ ลืมจิตที่ตั้งมั่น กลายเป็นจิตที่ไปดูรูป พอเรารู้ทัน จิตที่ไปดูรูปดับ ก็เกิดจิตที่ตั้งมั่น เราจะเห็นการทำงานของมันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นมันเกิดสติ การที่เราคอยรู้ทัน จิตที่หลงไปไหลไป รู้เรื่อยๆๆๆ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตตั้งมั่นแล้วต่อไปสติระลึกรู้สิ่งใด ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ปัญญาจะเกิดๆ จะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์
    เบื้องต้นของสติปัฏฐาน มีวิหารธรรม แล้วอยู่กับวิหารธรรมแบบไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง รู้วิหารธรรมไปด้วยจิตใจปกติ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป แล้วก็รู้ว่า เราไม่ได้ทำเพื่อความดีวิเศษวิโสอะไรหรอก เราทำไปเพื่อสู้กับกิเลส เรามีกิเลสแล้ว เราสู้กับกิเลสไม่ได้ไปสู้กับคนอื่น เราไม่ได้ภาวนาเพื่อแข่งกับคนอื่น บางคนเดินจงกรมแล้ว เพื่อนยังเดินเราต้องเดินด้วย เราจะต้องชนะมัน อย่างนี้ทำเพราะกิเลส ไม่ได้ทำเพื่อสู้กิเลสแล้ว สังเกตตัวเองไป แล้วการที่เรามีสติอยู่กับวิหารธรรม เราไม่ได้เอาสุข เอาสงบ เอาดีอะไรทั้งสิ้น เราจะเอาความรู้สึกตัว อยู่กับวิหารธรรมไป แล้วก็มีความเพียรที่จะแผดเผากิเลส ไม่ใช่เพียรเพื่อจะวิเศษวิโสเหนือคนอื่น การที่เราคอยมีวิหารธรรม มีสติอยู่กับวิหารธรรมเรื่อยๆ จิตหนีจากวิหารธรรมก็รู้ จิตเพ่งวิหารธรรมก็รู้ จิตอยู่กับวิหารธรรมก็รู้ การที่รู้ๆๆ บ่อยๆ มันจะรู้สึกตัว จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว สัมปัญชัญญะจะเกิดขึ้น จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว"

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    22 กุมภาพันธ์ 2569
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    ปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 7 มี.ค. 2569

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    Mar 8, 2026
    "ท่านสอนละเอียดยิบเลย สอนตั้งแต่ตัวทุกข์ เหตุของทุกข์คือตัณหา ตัณหาเกิดจากความไม่รู้ความจริงของชีวิต คือไม่รู้ความจริงของรูปนาม กายใจของเรา ทำอย่างไรจะรู้ ก็ต้องทำสติปัฏฐาน ทำวิปัสสนากรรมฐาน ทำวิปัสสนานั่นล่ะ แล้วรายละเอียดท่านแจกแจงลงในสติปัฏฐาน ว่าจะทำวิปัสสนาอย่างไร ฉะนั้นทำสติปัฏฐานแล้ว สิ่งที่ได้คือสติ เห็นสภาวะบ่อยๆ แล้วสติเกิด แล้วไม่ต้องเห็นสภาวะทั้งหมด เห็นสภาวะบางอย่าง แล้วก็จะเข้าใจสภาวะทั้งหมด เหมือนการทำวิจัย

    คราวนี้พอสติเกิด สมาธิจะเกิด มีสติ มีสมาธิ จิตตั้งมั่น แล้วพอสติระลึกรู้อะไร ก็จะเห็นตรงนั้นไม่ใช่ตัวเราของเรา จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับทั้งสิ้น จะเห็นอย่างนี้ พอเห็นมากเข้าๆ จิตก็ยอมรับความจริง สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นก็ดับ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ จิตจะเห็นความจริง จะเป็นพระอรหันต์
    ถ้าเห็นขนาดนี้ได้แล้วก็ ความอยากจะไม่มี มันจะอยากทำไม มันรู้ความจริงแล้ว ทุกอย่างมันแค่ภาพลวงตา จะอยากมันไปทำไม อยากไม่แก่หรือ ไร้สาระ อยากไม่พลัดพรากจากสิ่งที่รักหรือ มันไร้สาระ มันจะหมดความอยาก ถ้ารู้ความจริงของชีวิตแล้ว ความอยากจะดับ เมื่อความอยากดับ ความดิ้นรนของจิตก็ไม่มี จิตก็ไม่ทุกข์ จิตไม่มีภาระ จิตก็เข้าสู่ความพ้นทุกข์ นี่เส้นทางที่เกิดจากปัญญาตรัสรู้ มีเหตุมีผลตลอดสาย"

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    7 มีนาคม 2569
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    จิตเสื่อมก็ภาวนาไม่เลิก :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 มี.ค. 2569

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    Mar 19, 2026

    สมัยที่หลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อก็สังเกตจิตตัวเอง มันมีวงรอบของความเจริญและเสื่อม 7 วันพอดีเลย รอบหนึ่งประมาณ 7 วัน แต่ละคนไม่เท่ากัน บางคน 6 วัน บางคน 8 วัน บางคนเสื่อมตลอดชาติเลย ไม่เคยภาวนา พวกนี้ไม่นับ พวกเหลวไหล ของหลวงพ่อตั้งแต่เจริญสูงสุดจนเสื่อมลงไปที่สุด กลับมาเจริญสูงสุดรอบหนึ่ง 7 วัน สังเกตตัวเอง ลองไปสังเกตตัวเองดู อ่านใจตัวเองดู มันจะมีช่วงที่เจริญและเสื่อม แต่ต้องปฏิบัติทุกวัน ไม่ใช่ช่วงที่ปฏิบัติแล้วเจริญ พอเจริญแล้วขี้เกียจ แล้วบอกว่าเสื่อม อย่างนั้นเสื่อมเสีย ไม่ใช่จิตเสื่อมหรอก มันเสื่อมเสีย เสียอะไร เสียความตั้งใจของเราเอง เสียสัจจะกับตัวเอง เสียหายมาก ถ้าคนเสียสัจจะกับตัวเองอ่อนแอ จะไปสู้ใครได้ สู้ตัวเองยังไม่ได้เลย เอาชนะใครได้ เอาชนะตัวเองยังไม่ได้เลย
    ฉะนั้นหลวงพ่อภาวนาตลอด ภาวนาทุกวันเหมือนกันทุกวันเลย แต่ว่าก็ยังสังเกต บางช่วงจิตก็เจริญ สติคมกริบเลย สมาธิตั้งมั่นโดยไม่ต้องรักษาเลย สติก็ระลึกรู้สภาวะโดยไม่เจตนาจะรู้ก็รู้ได้เอง ฉับๆ ฉับๆ อย่างนี้เลย เหมือนมีมีดคมๆ เดินไปฟันกิ่งไม้ เกะกะขวางหน้าฟันขาดสะบั้นหมดเลย แล้วฟันไปๆ มีดชักทื่อ ภาวนาไปได้สัก 2 - 3 วัน ดีคมกริบอยู่ 2 - 3 วัน คราวนี้มีดเริ่มทื่อแล้ว ดูแล้วคล้ายๆ มีดทื่อตัดต้นไม้แล้วฟันป๊อกๆๆๆ ไม่ค่อยจะขาดแล้ว สุดท้ายหมดแรง ไม่ฟัน นี่เสื่อมถึงที่สุดแล้ว ดูไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะดูอะไรแล้ว แต่เราก็ยังภาวนาไม่เลิก ถึงวันถึงเวลาเราก็หายใจเข้าพุทออกโธ กลางวันไปกินข้าวก็ไปเดินจงกรม เดินไปวัดนั่นล่ะ ทำอย่างนั้นทุกวัน ไม่เลิก แล้วถึงจุดหนึ่งจิตมันค่อยๆ มีแรงกลับมาเจริญใหม่ ตั้งแต่เจริญสุดจนเสื่อมแล้วกลับมาเจริญถึงที่สุดวนรอบของหลวงพ่อ 7 วัน แต่ละคนไม่เท่ากันหรอก ไปสังเกตตัวเองดู บางคนวงรอบเดือนหนึ่ง เจริญสุดขีด 1 วันเสื่อม 29 วัน โอย อย่างนี้เห็นแล้วท้อใจแทนเลย เราต้องสู้ เสื่อมก็ปฏิบัติ เจริญก็ปฏิบัติ ไม่ใช่เสื่อมแล้วก็มัวแต่ท้อแท้ๆ โหลยโท่ยจริงๆ ไม่ได้เรื่องหรอกถ้าท้อแท้ใจ ท้อแท้แล้วก็ต้องสู้

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    8 มีนาคม 2569
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    นิพพานมีจริง :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 มี.ค. 2569

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    Mar 21, 2026

    "พระนิพพานมีจริง ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่สวรรค์ บางที่สอนนิพพานเหมือนสวรรค์ มีพระพุทธเจ้านั่งเข้าแถว โอ๊ย น่าสงสารจังเลย อุตส่าห์ภาวนาจนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พอธาตุขันธ์แตกแล้วก็ไปนั่งตัวแข็งๆ อยู่ น่าสงสาร
    นิพพานไม่ได้เป็นอย่างนั้น นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก เมื่อสิ้นความอยากก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต หมดความอยากเรียกว่าวิราคะ หมดความดิ้นรนของจิตเรียกว่าวิสังขาร ก็เข้าถึงวิมุตติ ความปล่อยวาง จิตหลุดพ้นจากอะไร จากอาสวะที่ห่อหุ้ม อาสวะห่อหุ้มจิตอยู่ตลอดเวลา
    เวลาอริยมรรคเกิดครั้งที่หนึ่ง อริยมรรคก็จะแหวกอาสวกิเลสขาดสะบั้นออกไป แล้วไม่นานมันจะกลับมาปิดอีก แหวกครั้งที่สองก็ยังมาปิด ครั้งที่สามก็ยังมาปิด หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกหลวงพ่อ ต้องแหวก 4 ครั้ง อาสวะต้องถูกแหวกด้วยอริยมรรค 4 ครั้งมันถึงจะไม่กลับมาอีกแล้ว แตกกระจัดกระจายสลายตัวไป"

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    22 มีนาคม 2569
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    12/09/20 เห็นทุกข์จึงละได้ :: Seeing Dukkha (suffering) allows us to let go

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    Sep 11, 2020

    เห็นทุกข์จึงละได้ :: หลวงพ่อปราโมทย์ 12 ก.ย. 2563 (ไฟล์ 630912 ซีดี 87)
    เรามาศึกษาธรรมะมาปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ เราต้องสาวลงไปให้เห็นเหตุของทุกข์ว่ามันคืออะไร เวลาจะละ ละที่เหตุ เหตุของความทุกข์ดับ ความทุกข์ก็ดับ เรียนลงไปที่เหตุ ละลงไปที่เหตุ ผลละไม่ได้ ตัวทุกข์เป็นตัวผล ทำเหตุแล้วก็ต้องมีผล เหตุมีหลายระดับ อย่างตื้นๆ เลยก็คือ เรามีความอยากใจก็เกิดความดิ้นรน ใจดิ้นรนใจก็ทุกข์ ลึกลงไปอีกทำไมมันอยาก มันอยากเพราะมันไม่รู้ความจริงของกายของใจ มันไม่รู้ว่ากายนี้คือตัวทุกข์ มันก็เลยเกิดความอยากให้กายมีความสุข เกิดความอยากให้กายไม่ทุกข์ มันไม่รู้ความจริงของจิตว่าเป็นตัวทุกข์ มันก็เลยเกิดความอยากให้จิตมีความสุข ให้จิตไม่ทุกข์ มีความอยากเกิดขึ้นก็เกิดการดิ้นรนของใจ ใจมันจะดิ้นๆๆ ความดิ้นรนของใจเกิดขึ้น ความทุกข์ทางใจก็เกิดขึ้น นี่เป็นใจความย่อๆ ของธรรมะที่ชื่อ ปฏิจจสมุปบาท --

    หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    12 กันยายน 2563
    ไฟล์ 630912 ซีดีแผ่นที่ 87
     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,320
    ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 เม.ย. 2569

    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    Apr 6, 2026
    "ถ้าเรามักน้อยสันโดษ อยู่กับความสงบสงัด อยู่คนเดียวได้ มีลมหายใจเป็นเพื่อน สบายจะตายไป รู้สึกไป ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนที่ดีเท่ากับความวิเวก

    ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา อยู่ด้วยแล้วไม่วุ่นวาย อยู่กับคน อยู่กับคนอื่นวุ่นวาย อย่างไรก็วุ่นวาย วุ่นมากหรือวุ่นน้อยเท่านั้นเอง ฝึกตัวเองแบบนี้แล้วค่อยตั้งใจรักษาศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิดวิมุตคือมรรคผล
    เกิดวิมุตติญาณทัศนะคือรู้ว่ากิเลสอะไรละแล้ว กิเลสอะไรยังไม่ละ รู้ทันไป ชีวิตเราก็จะสมบูรณ์ ไม่เสียชาติเกิด เราไม่เสียชาติเกิด
    สมมติว่าชีวิตนี้ยังไม่ได้มรรคผล แต่เราได้พยายามแล้ว ได้พยายามเต็มที่แล้วยังไม่ได้มรรคผล เราก็อิ่มอกอิ่มใจ ชาตินี้ไม่เสียเปล่าหรอก คล้ายๆ เราเรียนแต่ยังไม่จบดอกเตอร์ ไม่เห็นต้องเสียใจเลย ดีกว่าไม่เรียนอะไรเลย แล้วชาติต่อไปเราจะภาวนาง่าย"
    หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    5 เมษายน 2569
     

แชร์หน้านี้

Loading...